ศ.ดร.วรภัทร โตธนะเกษม

ดูบทความทั้งหมด

เจ้าของคอลัมน์ศุกร์ เว้น ศุกร์

7 สิงหาคม 2563
1,380

หัวใจสีเทา

ถ้าช่วงนี้รู้สึกเครียดกับคดี Ferrari เพราะกล้อง CCTV จับความเร็วได้ไม่ถึง 80 กิโลเมตร

 หรือคดีพนัน ซึ่ง CCTV ในที่เกิดเหตุ หายไปไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียว...

ไม่เป็นไรครับ ผมจะเล่าคดีเบาๆให้ฟังคลายเครียด เป็นคดีดังระดับโลกแบบไม่แพ้ 2 คดีนั้นเลย แถมยังคล้ายกันอีกอย่างหนึ่ง คือมี กล้องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยครับ

 คดีนี้ โจทก์ มีสถานภาพเป็น ลิงวัย 7 ปี หนุ่มน้อยของเรา มีชื่อว่า นารูโตะ (Naruto) ฟังเหมือนญี่ปุ่น แต่ลิงหนุ่มตนนี้ อาศัยอยู่ในป่าที่อินโดนีเซียครับ

 คดีเฟอรารี่ มีกล้อง CCTV บันทึกภาพความเร็วของรถ เพียงแต่บางคน เอามาอ้างอิงตีความเป็นระดับความเร็วที่ผู้คนเขา ไม่เชื่อ" ส่วนคดีของ นารูโตะ นั้น กล้องก็ทำหน้าที่ได้อย่างดี เจ้าลิงนารูโตะ จึงเซลฟี่ตนเองไว้ได้อย่างสวยงาม แต่ภาพเหล่านั้น ต่อมากลับกลายเป็นเหตุแห่งคดี

 ภาพเซลฟี่ที่คมชัดของนารูโตะ แสดงให้เห็นดวงตาที่ใสปิ๊งเป็นประกายวาว ใบหน้าอิ่มเอิบ ขนและลำตัวดำขลับ รอยยิ้มอย่างมีความสุข เปิดเผยให้เห็นฟันขาวทั้งแถวบนและล่าง

 เป็นภาพที่ใครเห็นก็รู้สึกเอ็นดู ยิ่งเมื่อรู้ว่าลิงนารูโตะ เป็นผู้ถ่ายภาพเหล่านั้นด้วยตัวเอง ภาพก็เลยไวรัลสิครับ นารูโตะ โด่งดังระดับนานาชาติ นับตั้งแต่ภาพได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในสื่อระดับโลก เมื่อปี 2011

 ถึงตรงนี้ คุณสงสัยไหมครับ ว่าลิงมันเซลฟี่ได้อย่างไร ก็ต้องตอบว่านารูโตะ ไม่รู้หรอกว่าตัวเองกำลังเซลฟี่ ที่เกิดขึ้นได้ก็เพราะว่านักถ่ายภาพและนักธรรมชาติวิทยา ที่ออกไปพบมันในป่า ได้วางกล้องไว้ หลอกล่อ ให้นารูโตะ เดินเข้ามาเล่นกับกล้องนั้น

 เมื่อปี 2008 นาย David Slater นักถ่ายภาพธรรมชาติชาวอังกฤษ ได้ไปอินโดเนเซียเพื่อเดินป่า เขาใช้เวลาอยู่ในป่ารวม 3 วัน วันแรก ก็ค่อยๆเข้าไปสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับฝูงลิง พอวันที่สอง ลิงนารูโตะเริ่มรู้สึกไว้วางใจเขามากขึ้น Slater จึงเริ่มวางกล้องและอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะเอื้อให้นารูโตะ สนใจและเข้ามาสัมผัสกล้อง

 เขาตั้งกล้องไว้บนขาตั้ง ใส่เลนส์มุมกว้างไว้เพื่อให้มีโอกาสจับภาพลิง ให้ได้มากที่สุด แล้วก็ติดสายกดชัตเตอร์ห้อยไว้ เพื่อ ล่อให้ลิงมาเล่น จากนั้น เขาก็หลบไปต้อนลิงตัวอื่นๆ ให้ออกห่างไปจากพื้นที่ ปล่อยให้นารูโตะ แวะเวียนเข้ามาสัมผัสกล้อง ด้วยความสนใจอยากรู้อยากเห็น

 ได้ผลสิครับ เมื่อเจ้านารูโตะเข้ามาด้อมๆมองๆอุปกรณ์ พอเห็นเงาตนเองสะท้อนอยู่ในเลนส์ ก็ยิ่งสนุกและอยากรู้เห็นยิ่งขึ้น จ้องมองเลนส์และขยับตัวไปมา ในที่สุดนารูโตะก็ไปกดโดนชัตเตอร์หลายครั้ง ได้ภาพในจังหวะที่มันกำลังยิ้ม ดูเป็นธรรมชาติ และน่ารักเอามากๆ

 Slater ก็แฮบปี้สิครับ และเรื่องก็ควรจะจบแบบแฮบปี้เอ็นดิ้ง แต่เหตุการณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะ ในปี 2011 Slater ได้ขายภาพของ นารูโตะ ให้สื่อดังอย่างเช่น The Telegraph และ The Guardian นำไปลงตีพิมพ์

 นารูโตะ เลยโด่งดังไปทั่วโลก ส่วน Slater ก็ได้ค่าเหนื่อยไปตามปกติ แต่หลังจากนั้น องค์กรแห่งหนึ่ง ก็ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ศาลมีคำสั่ง ให้ Slater จ่ายค่าลิขสิทธิ์ เพื่อมอบให้กองทุนที่เป็นประโยชน์แก่นารูโตะ

 คดีนี้ไปถึงศาลเมื่อปี 2015 และต่อมาในปี 2016 ศาลอเมริกันได้ตัดสิน ยกฟ้องโดยระบุว่า สัตว์ ไม่สามารถเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ได้และในปี 2018 ศาลอุทธรณ์ ก็ได้พิพากษายืนตามนั้น เป็นอันว่าคดีนี้ถูกยกฟ้องทุกข้อกล่าวหา เป็นประเด็นทางกฎหมายว่า ลิงไม่มีสถานภาพเป็นมนุษย์

 ศาลอุทธรณ์ยังตั้งข้อสังเกตว่า องค์กรที่เข้ามาฟ้องนั้น ดูเหมือนว่าจะมีแรงจูงใจเพื่อประโยชน์ขององค์กร มากกว่าเป็นการปกป้องสิทธิของนารูโตะ(promote their own interests rather than to protect Naruto)

 คุณผู้อ่านรู้ไหมครับว่า ใครเป็นผู้เข้ามาฟ้องคดีนี้ จะบอกให้ว่าไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ ก็องค์กร  พีต้า รายเดียวกับที่มากล่าวหาประเทศไทย เรื่องลิงเก็บมะพร้าว นั่นแหละครับ

 คดีนี้เป็นเรื่อง ลิงกับกล้อง ซึ่งดูเหมือนไม่น่าจะมีสาระมากนัก แต่เมื่อเป็นประเด็นฟ้องร้องกันขึ้นมา เรื่องก็เดินต่อ จนกระทั่งไป... “จบที่ศาล" และระหว่างทางก็กระตุ้นให้นักกฎหมาย อภิปรายถกเถียงกันมากมายทีเดียว ว่าสัตว์มีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายหรือไม่

 แต่เรื่อง เฟอรารี่กับกล้อง แม้จะมีภาพจาก CCTV ที่เห็นชัดเจนเช่นกัน แต่คดีกลับไป... “ไม่ถึงศาลเลยกลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ เป็นข่าวสะเทือนความยุติธรรม อย่างเข้มข้นจนถึงวันนี้

 ส่วนคดี โต๊ะพนันกับกล้อง ซึ่งก็มี CCTV ในที่เกิดเหตุ และน่าจะบันทึกภาพที่เป็นพยานหลักฐานที่ดีที่สุด แต่กล้องเหล่านั้นกลับอันตรธานไป อย่างเหลือเชื่อในเวลาอันรวดเร็ว เป็นเรื่องแปลกแต่จริง ในสังคมสีเทาแบบไทยๆ

 เราอยากเห็นสังคมนี้เป็นสีขาว แต่เรากลับเห็นสีเทามากมาย บางครั้งยังเป็นสีเทาที่เข้มข้นมากๆเสียอีกด้วย แต่ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ บางกรณี สีดำก็ยังอาจถูกลบเลือน ให้กลายเป็นสีเทา หรือสีขาวได้อีกด้วย ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้น.... สังคมก็อยู่ไม่ได้แล้วละครับ

 บ้านเรา นักการเมืองและข้าราชการผู้มีอำนาจ จะต้อง เกรงใจ และเกรงกลัวประชาชนให้มากกว่านี้...มากๆ เรื่องที่เป็นข่าวใหญ่ในขณะนี้ มันเกินขอบเขตที่ประชาชนจะรับได้  ยังดีที่มีความพยายามจากหลายฝ่าย ที่จะแก้ไขและเรียกศรัทธากลับคืนมา

แต่ประชาชนไม่ได้รอการกวาดล้าง แค่สีดำมืดนะครับ ประชาชนรอวันที่สีเทาจะจางหายไปด้วย  ซึ่งถ้าจะเกิดขึ้นได้ คนที่เป็นผู้กวาดล้าง ก็จะต้องล้างหัวใจตนเองเสียก่อน เพราะว่าหัวใจสีเทาเหมือนกัน มันทำอะไรกันไม่ได้หรอกครับ

แต่ผมก็ไม่รู้ว่า สีของหัวใจ มันจะเกี่ยวข้องกับ สีของธนบัตรใบละพัน... หรือเปล่า

บังเอิญว่าสมัยก่อน มันสีเดียวกันครับ

ดูบทความทั้งหมดของ ศ.ดร.วรภัทร โตธนะเกษม

แชร์ข่าว :
Tags: