รินใจ ชาครพิพัฒน์

ดูบทความทั้งหมด

กรรมการผู้จัดการ บมจ. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย)

2 เมษายน 2563
1,167

กองทุน SSF Extra ... ลงทุนหุ้นเพื่ออนาคต พร้อมลดภาษี  

เดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาผลกระทบของไวรัส COVID-19  โดยหนึ่งในมาตรการนั้นเป็นเรื่องของตลาดทุน

 ซึ่งก็คือการเพิ่มสิทธิในการลดหย่อนภาษีผ่านกองทุนเพื่อการออม SSF พิเศษ (Super Saving Fund Extra) วงเงินไม่เกิน 200,000 บาท ในส่วนนี้ ผู้อ่านหลายท่านอาจสงสัยว่า SSF Extra นี้ต่างจากกองทุน SSF (Super Saving Fund) ปกติอย่างไร มีเงื่อนไขและสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง

SSF เป็นกองทุนที่ออกมาด้วยวัตถุประสงค์ให้เป็นการออมระยะยาวโดยจูงใจด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษี กองทุนจะมีนโยบายการลงทุนในหลักทรัพย์ใดก็ได้ การลงทุน SSF ในแต่ละปีนั้นสามารถทำได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเงินขั้นต่ำ ไม่ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี และสามารถลงทุนได้ไม่เกิน 30% ของรายได้และไม่เกิน 200,000 บาท แต่เมื่อรวมกับวงเงินที่ซื้อกองทุนรวมเพื่อการเกษียณอายุอื่นๆ แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท โดยผู้ลงทุนจะต้องถือครองไว้อย่างน้อย 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ ในขณะที่ SSF Extra นั้น มุ้งเน้นการออมระยะยาวเช่นกัน แต่มีลักษณะพิเศษโดยให้วงเงินในการลดภาษีเพิ่มเติมจากกองทุน SSF ปกติและไม่รวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น โดยผู้ลงทุนต้องลงทุนในระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2563 เท่านั้น จึงจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับปี 2563 แม้ว่า กองทุน SSF Extra ไม่กำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำ แต่จะลงทุนได้ไม่เกิน 200,000 บาท และต้องถือครองไม่น้อยกว่า 10 ปีนับจากวันที่ซื้อเช่นเดียวกับกองทุน SSF แต่ตัวกองทุน SSF Extra จะลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนไทยด้วยสัดส่วนไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

  158574387293

ดังนั้น ถ้าจะพูดแบบง่ายๆ ก็คือ SSF Extra เป็น Limited Edition ของ SSF มีแล้วจบในปีนี้ ซึ่งในช่วงนี้ระดับราคาหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ก็มีการปรับตัวลดลงมาพอสมควร ดังนั้น ในมุมหนึ่งจึงเป็นโอกาสในการลงทุน แม้ว่า SSF Extra ทุกกองทุนจะเน้นลงทุนในหุ้นไทยเป็นหลัก แต่ก็พอจะแยกประเภทคร่าวๆ ไว้เป็นไอเดีย เผื่อผู้ลงทุนสนใจไปศึกษาต่อว่ากองทุนใดที่จะสามารถตอบโจทย์ของตนได้ดี

ประเภทแรก เป็นกองทุนแบบที่มีมากสุด คือ กองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นไทยไม่ต่ำกว่า 80% และบริหารกองทุนแบบ Active Fund คือผู้จัดการกองทุนต้องพยายามเอาชนะตัวเทียบวัด (Benchmark) ที่ตั้งไว้  ประเภทต่อมาเป็นกองแบบ Index fund ที่บริหารแบบ Passive เน้นการสร้างผลตอบแทนที่ใกล้เคียงดัชนีให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยมีทั้งที่อ้างอิงดัชนี SET Index, SET 50 Index และ SET 100 Index อีกประเภทคือกองทุนแบบผสม ที่ลงทุนในหุ้นผสมกับสินทรัพย์อื่น เช่น ตราสารหนี้ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ที่น่าสนใจมากอีกกลุ่มหนึ่ง คือ กองทุนประเภทที่มี Theme การลงทุน ได้แก่ กองทุนที่เน้นการลงทุนในบริษัทที่มีนโยบายการประกอบธุรกิจแบบยั่งยืน ทั้งในเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมมาภิบาล หรือ ESG ซึ่งกำลังเป็นกระแสการลงทุนที่ได้รับความสนใจในระดับสากล กองทุนที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้เงินปันผล เช่น อสังริมทรัพย์ผ่าน REITS หรือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนที่ลงทุนหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีโอกาสเติบโตสูง และประเภทสุดท้ายคือกองทุนที่เน้นการลงทุนในหุ้นปันผล ซึ่งมีนโยบายจ่ายผันผลสูงสุดถึง 12 ครั้งต่อปี ซึ่งจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนในรูปเงินปันผลกลับมาอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลา 10 ปี ของการลงทุนอีกด้วย 

การพิจารณาตัดสินใจลงทุนในกองทุน SSF Extra นั้น ผู้ลงทุนควรมีความพร้อมกับการลงทุนในระยะยาวและสามารถรับความเสี่ยงจากความผันผวนได้ระดับหนึ่ง เนื่องจากต้องถือครองกองทุนไว้ถึง 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ นอกจากนี้ SSF Extra เป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 65%  ดังนั้น มูลค่าของสินทรัพย์สุทธิของกองทุน (NAV) จึงเปลี่ยนแปลงไปตามความผันผวนของภาวะตลาดและอาจติดลบได้ในบางช่วง ซึ่งหากท่านรับความเสี่ยงนี้ได้แล้วและมองเห็นโอกาสการลงทุนในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับฐานลงมามาก กองทุน SSF Extra ถือเป็นช่องทางสะสมเงินออมผ่านการลงทุนหุ้นพื้นฐานดีและลดภาษีไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะผู้ที่อายุยังน้อย เพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่วัยทำงาน กองทุน SSF Extra อาจใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการลงทุน โดยอาจใช้การทยอยลงทุนในช่วง 3 เดือนที่เปิดซื้อขาย  ทั้งนี้ สำหรับการลงทุนในระยะยาว การเน้นลงทุนในตราสารหนี้อาจไม่ตอบโจทย์ ด้วยภาวะดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่ สถิติของผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น ชี้ให้เห็นว่าการลงทุนหุ้นในระยะยาวมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดี ดังจะเห็นได้จาก ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี ของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว LTF เฉลี่ยที่ร้อยละ 7.35 ต่อปี หรือ SET Total Return Index หรือ ดัชนีผลตอบแทนรวมตลาดหุ้นไทยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 10.23 ต่อปี สำหรับ ผู้ที่สนใจ สามารถจะศึกษาข้อมูลหรือลงทุนได้จาก Website ของแต่ละบริษัทจัดการ หรือสอบถามโดยตรงที่บริษัทจัดการและตัวแทนขาย และ www.settrade.com/mutualfund

ดูบทความทั้งหมดของ รินใจ ชาครพิพัฒน์

แชร์ข่าว :
Tags: