ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ

ดูบทความทั้งหมด

รองกรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์บุคคล

27 สิงหาคม 2562
688

รีวิวผลลงทุนเพื่อปรับแผนลุยต่อครึ่งปีหลัง

ทิศทางของตลาดหุ้นไทยและการลงทุนในช่วงที่เหลือของปี 2562

ตลาดหุ้นไทยยังคงผันผวนท่ามกลางตัวเลขเศรษฐกิจชะลอตัว และความกังวลต่อความยืดเยื้อระหว่างการเจรจาการค้าจีน และสหรัฐ ซึ่งแม้ว่าสหรัฐจะมีการปรับอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศจีน แต่ผลคือ การขาดดุลการค้าของสหรัฐกับประเทศต่างๆก็ไม่ได้มีทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งนี้ผลกระทบต่อเนื่องกับนโยบายกีดกันการค้าสหรัฐต่อประเทศต่างๆ กับส่งผลให้ผู้บริโภคสหรัฐเริ่มซึมซับกับต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ขณะที่หลายประเทศก็ปล่อยให้ค่าเงินสกุลตัวเองอ่อนลงเพื่อลดผลกระทบต่อมูลค่าส่งออกไปสหรัฐ

จากข้อมูเปรียบเทียบแผนการลงทุนนับจากไตรมาสสุดท้ายปี 2561-สิ้นเดือนมิ.ย 2562 พบว่า สินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดประจำ คือ กองทุนอสังหาฯ และกองรีท (REITs) รวมถึงกองทุนทองคำ สามารถสร้างอัตราตอบแทนการลงทุนได้ดีกว่า ตลาดหุ้น รวมถึงกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ นั่นหมายถึง นักลงทุนตระหนักถึงความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจชะลอตัว และกำไรบริษัทจดทะเบียนยังอาจหดตัวต่อเนื่อง

ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาการตัดสินใจวางแผนการเงินในครึ่งปีหลัง

ทิศทางของตลาดหุ้นไทยและการลงทุนในช่วงที่เหลือของปี 2562 ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 คาดว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังคงมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ถึง 1,670 จุด หนุนโดยปัจจัยดังนี้

1)ธนาคารกลางสหรัฐคาดจะปรับอัตราดอกเบี้ยลง 0.25-0.5% จาก 2.50% ในครึ่งหลังของปีนี้ และธนาคารแห่งประเทศไทยจะคงอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานที่ 1.50% นอกจากนี้ ธนาคารกลางอียู และจีน จะยังผ่อนคลายนโยบายการเงิน เช่น การพิจารณาผ่อนปรนหลักเกณฑ์สินเชี่อเพื่อสนับสนุนกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การผันเงินเข้าสู่การก่อสร้าง รวมถึงการพิมพ์ธนบัตรรอบใหม่เพื่อผลักดันการขยายตัวเศรษฐกิจตัวเอง

2)การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีพัฒนาด้านบวก แม้ว่าจะยังมีการขู่จากประธานาธิบดีสหรัฐ ทรัมพ์ ถึงการพิจารณาปรับอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนอีก 3 แสนล้านสรอ. แต่นั่นหมายความว่า ทรัมพ์คงไม่ยอมให้ตัวเลขเศรษฐกิจหดตัวแรงก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยสิ้นปี 2563 ขณะเดียวกัน จีนกำลังส่งข้อความให้ทรัมพ์เข้าใจในเรื่องการเจรจาแบบสร้างสรร Win-Win scenario มากกว่าการประกาศการเป็นผู้ชนะในเวทีการค้าเพียงผู้เดียว

3)กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันมีนโยบายขยายเวลาการลดปริมาณการผลิต 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวันไปจนถึงสิ้นปีนี้ ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันจากกำลังการผลิตน้ำมันส่วนเกิน ซึ่งคาดว่าจะทำให้ราคาน้ำมันดิบ West Texas ยังคงสามารถทรงตัวได้ภายในสิ้นปีนี้ในกรอบราคา 55-65 เหรียญสรอ.ต่อบาร์เรล

5)รัฐบาลไทยมีการจัดตั้งเสร็จสิ้น และประกาศแผนการลงทุนระยะยาว รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลุ่มอสังหาฯ และการจับจ่าย การท่องเที่ยวเมืองรองในประเทศ ขณะที่มูลค่าการส่งออกของประเทศหดตัวต่อเนื่องในไตรมาสสอง YoY ทั้งนี้กำไรในไตรมาสสองที่ประกาศออกมาไม่สดใส หดตัวต่อเนื่องจากไตรมาสแรก 9% โดยทีมวิจัยฯของบล.บัวหลวงคาดว่า กำไรในไตรมาสสามยังคงมีความเสี่ยงหดตัวลงต่อจากไตรมาสสอง แม้ว่ารัฐบาลจะอนุมัติเงินอัดฉีดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กว่าเงินจะไหลเข้าระบบเศรษฐกิจและมีผลต่อตัวเลขให้ฟื้นตัวคงต้องรออย่างเร็วคือ ไตรมาสสุดท้ายปีนี้

6) กลุ่มน่าสนใจ เน้นหุ้นที่ได้รับการสนับสนุนจากมาตรการรัฐ คือ 1/ กลุ่ม consumer finance ที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากสินเชื่อบุคคลที่ขยายตัวดี ต้นทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ 2/กลุ่มมีเดียที่ขยายตัวได้ดีในงบโฆษณา outdoor&โรงภาพยนตร์ และงบค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากการ waive license fee 3/กลุ่มอาหารที่ได้ประโยชน์จาก supply ลดในเอเซียจากโรคระบาดในหมู 4/ กลุ่มท่องเที่ยว และ 5/กลุ่มพาณิชย์จากการกระตุ้นในเรื่องการจับจ่ายเงิน

7) สินทรัพย์ประเภทกองอสังหาฯ และกองทุนทองคำ ยังคงได้รับเม็ดเงินไหลเข้าในขณะที่โอกาสของเศรษฐกิจชะลอตัวยังดำเนินต่อไปจากมุมมองเศรษฐกิจครึ่งปีแรก ดังนั้น การฟื้นตัวของกลุ่มธุรกิจที่เชื่อมโยงกับวัฐจักรเศรษฐกิจยังคงคาดหวังไม่ได้จนถึงกลางปีหน้า

ดูบทความทั้งหมดของ ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ

แชร์ข่าว :