CEO Blog

ทำไมต้องมีเรา

ผมเชื่อว่าตลอดช่วงชีวิตของคนเราคงมีสักครั้งที่เราถามตัวเองว่า “เราเกิดมาทำไม” เมื่อไหร่ที่มีคำถามนี้เกิดขึ้น

ก็คาดเดาได้ว่า เรากำลังอยู่ในช่วงของการค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ บางคนใช้เวลาหลายปีกว่าจะเจอคำตอบ แต่ก็มีอีกหลายคนที่ใช้เวลาทั้งชีวิตก็ยังหาคำตอบไม่เจอ จึงไม่น่าแปลกใจว่า มีคนเป็นจำนวนน้อยมากที่ตอบคำถามนี้กับตัวเองได้และคนจำนวนน้อยเหล่านี้จะมีความแตกต่างจากคนทั่วไปมากเพราะพวกเขามีเป้าหมายที่ชัดเจนในการดำรงชีวิต มีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่และใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีจุดหมายในทุกๆ วัน

ไม่แต่เฉพาะตัวบุคคลเท่านั้นที่ต้องการตอบคำถามนี้ องค์กรธุรกิจทั้งหลายในยุคปัจจุบันต่างก็พยายามหาคำตอบให้ได้ว่า “องค์กรเราตั้งขึ้นมาทำไม” คำตอบที่ได้คงไม่ใช่แค่ว่า ตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินธุรกิจให้ได้กำไร เพราะการทำกำไรเป็นเพียงแค่ผลลัพธ์ การตอบคำถามว่า “ทำไม” ในที่นี้มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น มันหมายถึงเจตนารมณ์ของการมีอยู่ขององค์กรของเราต่างหาก องค์กรที่มีคำตอบที่ชัดเจนจะมีวิธีคิด การทำงาน และการสื่อสารที่แตกต่างจากองค์กรอื่น จะเป็นเหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดคนที่มี “เจตนารมณ์ร่วมกัน” ให้อยากมาทำงานด้วย ผู้คนในองค์กรเกิดแรงบันดาลใจทำให้ทุกกิจกรรมที่คนในองค์กรทำร่วมกันเป็นไปอย่างมีคุณค่าและมีความหมาย เป็นองค์กรที่จะประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน

ถ้าให้ยกตัวอย่างองค์กรที่ผมประทับใจและเป็นแบบอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ผมนึกถึงองค์กรแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครนี่เอง องค์กรนี้เป็นโรงเรียนเอกชนขนาดเล็กชื่อ “โรงเรียนวรรณวิทย์ตั้งอยู่ที่สุขุมวิทซอย 8 ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสนานา ย้อนกลับไปในปี 2489 หม่อมผิว สุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา ได้ก่อตั้งโรงเรียนนี้ขึ้นด้วยเจตนารมณ์แน่วแน่ที่จะช่วยเหลือเด็กจากครอบครัวที่มีรายได้น้อยในละแวกนั้นให้มีโอกาสได้เรียนหนังสือ เมื่อแรกเริ่มดำเนินการหม่อมผิวเป็นครูใหญ่และสอนหนังสือด้วยตัวเองภายใต้อาคารหลังคามุงจากและมีนักเรียนเพียงแค่ 8 คนเท่านั้น โรงเรียนนี้เปิดทำการสอนเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

ครูใหญ่คนปัจจุบันคือ ม.ร.ว. รุจีสมร สุขสวัสดิ์ อายุ 96 ปี บุตรีคนสุดท้องของหม่อมผิวรับหน้าที่บริหารโรงเรียนเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของมารดา ท่านมีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา ท่านต้องการให้ครูทั้งหลายสอนเด็กด้วยความรัก ท่านเชื่อว่าไม้เรียวไม่ได้ช่วยอะไร คำพูดคำสอนที่เกิดจากความรักและความเมตตาต่างหากที่จะทำให้เด็กเป็นคนดีได้ ท่านเชื่อแบบนั้นและทำตามความเชื่อให้เห็นเป็นประจักษ์ ทำให้ครูทุกคนในโรงเรียนปฏิบัติตามท่านด้วยความเคารพและศรัทธาในเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของท่าน

แม้ว่าค่าครองชีพในปัจจุบันจะสูงมากแต่โรงเรียนวรรณวิทย์ยังคงเก็บค่าเทอมในราคาที่ถูกมากเพื่อให้ลูกหลานคนรายได้น้อยในละแวกนั้นมีโอกาสทางการศึกษา ท่านบอกกับทุกคนเสมอว่า เรายอมขาดทุน เพราะเงินเป็นเพียงแค่กระดาษ แต่เด็กมีชีวิตและเป็นอนาคตของชาติ” แม้ว่าจะมีคนมาติดต่อซื้อที่ดินของท่านด้วยราคาหลักร้อยล้านท่านก็ไม่ยอมขาย เพราะหากท่านขายที่ดินผืนนี้แล้วไปสร้างที่อื่นก็ต้องย้ายโรงเรียนออกไปไกลแล้วเด็กๆ ที่เรียนอยู่ตอนนี้จะเดินทางไปยังไง ท่านรู้คำตอบชัดว่า ทำไมโรงเรียนวรรณวิทย์จึงต้องมีอยู่ในที่แห่งนี้” และนี่เองที่ทำให้ท่านยังคงทำงานต่อไปโดยไม่ย่อท้อ ครูทุกคนที่นี่เชื่อมั่นและศรัทธาในเจตนารมณ์ของท่าน แม้เงินเดือนจะไม่มากนักแต่ครูทุกคนก็สอนเด็กด้วยใจ ทำไปด้วยความรักโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพราะทุกคนรู้คำตอบชัดเจนในใจว่า “ทำไม”

เรื่องราวของโรงเรียนวรรณวิทย์ได้ถูกเผยแพร่สู่สาธารณชนผ่านสื่อต่างๆ หลายแขนง แต่ที่ทำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างคือคลิปวิดีโอเชิดชูพระคุณครู ซึ่งเป็นภาพยนตร์โฆษณาของ 7-Eleven Thailand ที่มีเค้าโครงเรื่องมาจากชีวิตจริงของท่านนั่นเอง คลิปวิดีโอเรื่องนี้ได้สร้างความประทับใจให้กับผู้คนนับล้านทั่วประเทศ ครั้งหนึ่งผมเคยเปิดคลิปวิดีโอนี้ให้ HR ทั้งทีมได้ชมกันในการประชุมใหญ่ของทีม ระหว่างที่ชมภาพยนตร์นั้นทุกคนเงียบกริบ บางคนน้ำตาซึมเพราะซาบซึ้งกับเรื่องราวที่ดำเนินอยู่ เมื่อภาพยนตร์จบลง ผมตั้งคำถามให้ทุกคนกลับไปคิดเป็นการบ้านว่า “ทำไมต้องมีเรา (HR) อยู่ในองค์กรนี้” เหตุผลที่ทำเช่นนี้เพราะผมอยากให้ทีม HR ของเราได้ค้นหาคำตอบว่าอะไรคือสิ่งที่ทีมเราเชื่อหรือยึดถือร่วมกันเพื่อให้การมีอยู่ของทีม HR นั้นมีคุณค่าและมีความความหมายต่อ SCB อย่างแท้จริง

ผมเชื่อว่าคนที่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า ทำไมต้องมีเรานั้นสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่และเป็น ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนรอบข้างได้ คนเหล่านี้รู้ว่าทำไมเขาจึงลุกขึ้นจากเตียงทุกเช้าเพื่อมาทำในสิ่งที่เขาทำอยู่ คนเหล่านี้จะทำสิ่งต่างๆ ด้วยความเชื่อมั่นและมีศรัทธาในสิ่งที่ทำอย่างแรงกล้าเมื่อพบอุปสรรคต่างๆ ก็จะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ

คุณสมบัตินี้จะทำให้คนคนนั้นมีความสุข และประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน สวัสดีครับ