นิสสัน ยุโรป จัดกิจกรรมลุยทะเลทราย กับสื่อจากทั่วโลก รวมถึง 3 หนุ่มนักข่าวจากเมืองไทย
เมืองไทยอาจจะได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของตลาดรถปิกอัพ 1 ตัน มีการผลิตและการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย แต่อย่างไรก็ตามพื้นที่อื่นๆ ของโลกก็มีความนิยมรถประเภทนี้เช่นกัน อาจจะมีตลาดไม่ใหญ่เท่า และมีการใช้งานที่แตกต่างออกไป
ยุโรป ถือว่าเป็นอีกตลาดหนึ่งที่ใช้งานรถปิกอัพ และมีหลายยี่ห้อที่่ส่งออกไปจากไทย แต่สำหรับนิสสันซึ่งให้ความสำคัญกับตลาดนี้เช่นกัน มีโรงงานผลิต เอ็นพี 300 นาวารา อยู่ที่สเปน ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้ว นิสสัน ยุโรป เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมทดสอบสมรรถนะสำหรับสื่อมวลชนจากทั่วโลก ในรูปแบบที่แตกต่างออกไป และไม่ได้จัดขึ้นบนฝั่งยุโรป แต่ข้ามทะเลน้ำเค็มไปลุยทะเลทรายกันที่โมรอคโค
โมรอคโคหรือที่คนพื้นถิ่นเรียกว่า “มารอค” ประเทศที่มีชื่อเสียงหลายด้าน รวมถึงเมืองท่องเที่ยวชื่อดัง เช่น คาซาบลังกา และเป็นประเทศที่เป็นส่วนหนึ่งของทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก “ซาฮารา”
เราได้กลิ่่นทรายทันทีที่ล้อเครื่องบินเช่าเหมาลำแตะพื้น เพราะเราไปลงคือเมือง เออร์ราชิเดีย ซึ่งอยู่ค่อนมาทางตะวันออก และห่างจากพรมแดน แอลจีเรียไม่มากนัก
นิสสัน นำนาวารา รุ่น 4 ประตู ขับเคลื่อน 4 ล้อ สีน้ำตาลสดใสเพียงสีเดียวมาใช้ในกิจกรรมนี้ ซึ่งก็ดูเป็นการเล่นโทนสีที่เข้ากันได้ดีกับซาฮารา เป็นรถที่่ใช้พื้นฐานเดียวกับบ้านเรา แต่รายละเอียดต่างกันไปบ้าง เช่น
เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.3 ลิตร ดีเซล ทวินเทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้าที่ 3,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตรที่ 1,500-2,500 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด และช่วงล่างที่เป็นคอยล์สปริงทั้ง 4 ล้อ ให้ความนุ่มนวลมากกว่าแหนบ
ช่วงที่ขับบนถนนลาดยาง ซึ่งเป็นถนนเล็กๆ ตัดทะเลทราย สลับกับหมู่บ้านเป็นระยะ อารมณ์ในการขับขี่น่าสนใจครับ ขับสบาย นุ่มนวล ยึดเกาะถนนดี
อยู่บนถนนไม่นานนัก คันนำทางก็หักหัวลงข้างทางด้านซ้าย ภาพที่ผ่านกระจกบังลมหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยเห็นถนน ก็เห็นแต่ความเวิ้งว้างสุดตา ชนิดที่คงไม่กล้าขับลงมาเองแน่ หากไม่มีคนนำทาง
เส้นทางช่วงแรกเป็นทรายหยาบ ก้อนกรวด และก้อนหินแหลม แต่ก็ไม่มีการบันยะบันยังในการขับแต่อย่างใด แต่ล้อและยางขนาด 255/60 R18 อยู่รอดปลอดภัยดีจนจบงานทุกคัน ไม่มีรั่วมีแตกแต่อย่างใด
ตามรอยอารยธรรมกลางทะเลทราย
เส้นทางบางช่วงก็ทำความเร็วได้ โดยเฉพาะช่วงที่เสียงจากผู้นำทางเจื้อยแจ้วผ่านทางวิทยุสื่อสารว่ากำลังขับทับเส้นทางแรลลีสุดโหด อย่าง "ดาการ์ แรลลี" ก็ดูเหมือนจะปลุกวิญญาณสิงห์ทะเลทรายของทุกคนให้เดือดพล่าน กดคันเร่งกันฝุ่นฟุ้ง จนต้องตีออกข้างวิ่งขนานกันไปเป็นฝูงไม่ให้ฝุ่นบดบังเส้นทาง
ทะเลทรายพื้นราบช่วงนี้ เราเลือกระบบขับเคลื่อน 4High ซึ่งขับกันได้สนุก เมื่อหักพวงมาลัยเลี้ยวลัดเลาะตามรอยล้อของคันหน้าบนพื้นทรายนุ่มๆ ท้ายรถสไลด์ออก ก่อนที่จะคืนพวงมาลัย ดึงรถกลับสู่เส้นทาอย่างง่ายดาย เหลือแค่แค่ฝุ่นฟุ้งและความสนุกสนาน
ทีมงานพาขบวนปีนภูเขาหินย่อมๆ ดูสมรรถนะการปีนไต่ และหาจุดถ่ายภาพสวยๆ ซึ่งเมื่อขึ้นไปที่สูงยิ่งทำให้เห็นความเวิ้งว้างข้างล่างได้ไกลยิ่งขึ้น จนอดสงสัยไม่ได้ว่าผู้คนเขาใช้ชีวิตกันได้อย่างไร และเส้นทางที่มีร่องรอยการเดินทางนั้นเขาไปไหนกัน
ความน่าสนใจอีกอย่างของภูเขากลางทะเลทรายลูกนี้ก็คือ รูปทรงที่คล้ายกับตัว U ตรงกลางเป็นแอ่ง ดังนั้นผู้คนในอดีต จึงสร้างกำแพงปิดปากตัว U ทำให้เขาลูกนี้กลายเป็นอ่างเก็บน้ำกลางทะเลทรายยามเมื่อฝนตกลงมา ทำให้มีน้ำได้ใช้กัน
แต่ภายในที่เต็มไปด้วยน้ำใสสะอาด รอบๆ เขา ก็เต็มไปได้หยดน้ำสีแดง ที่เกิดจากการต่อสู้เพื่อครอบครองเขาลูกนี้ และที่สุดคนต่างถิ่นจากยุโรป ที่มีความพร้อมด้านอาวุธก็เป็นฝ่ายมีชัย
ตะกุยเนินทราย ท้าทายแรงโน้มถ่วง
หลังอาหารเที่ยง รูปแบบการขับขี่เปลี่ยนไป นั่นคือการขับขี่บนเนินทราย (sand dune) ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้ทักษะเพิ่มเติม เพราะส่วนใหญ่ไม่มีใครมีประสบการณ์มาก่อน ผมเองก็แค่เคยเป็นผู้นั่งตอนไปทัวร์ทะเลทรายที่ดูไบ แต่ครั้งนี้จะต้องขับเอง
ทางนิสสันจัดผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านสนามดาการ์ แรลลี มาอธิายสั้นๆ ประมาณ 15 นาที ถึงหลักการขับขี่ที่ถูกต้อง เล่าสู่กันฟังง่ายๆ แต่ได้ใจความ เช่น ลดแรงดันลมยางเหลือ 1 บาร์ ใช้ระบบขับเคลื่อน 4Low รักษาระยะห่างจากคันหน้า ที่ดีที่สุดคือ ห่างกัน 1 ยอดเนิน หรืออย่างน้อยคันหนึ่งอยู่ยอดเนินอีกคันอยู่พื้นราบต่ำสุด เพราะหากมีเหตุต้องจอด จุดจอดที่ดีที่สุดคือบนสุดกับล่างสุด อย่าจอดกลางเนิน เพราะรถจะจมได้ง่ายๆ
การเบรกต้องเบรกเบาๆ ถ้าเบรกหนัก แรงกด จะทำให้ล้อหน้าจม หรือการลงเนินก็ไม่ต้องเบรก แต่ใช้คันเร่ง เพราะหากเบรก ก็จะทำให้รถจมได้เช่นกัน และการขับตามคันอื่นพยายามให้รอยล้อขนานกันไปอย่าทับรอย และไม่ควรใช้พวงมาลัยโยกซ้ายขวา เพื่อตะกุย เหมือนการขับขี่ในดินโคลน
ผมชอบคำแนะนำเรื่องการใช้คันเร่ง มีคนถามว่าควรจะใช้รอบเครื่องยนต์เท่าไร คำตอบสั้นๆคือ “listen to torque...ฟังเสียงเอา” ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้นครับ ถึงเวลาขับจริง ซึ่งต้องระมัดระวังกับเส้นทาง ต้องเลี้ยวไปมา พยายามเกาะสันเนิน และตะกุยล้อสู้กับแรงโน้มถ่วงโลกที่พยายามดึงรถลงไปไหล่เนิน การใช้หูเป็นตัวชี้นำเท้า ได้ผลดีที่สุด
เร่งน้อยไป หรือมากไป มีโอกาสที่จะจมมทรายได้ทั้งนั้น ซึ่งในกลุ่มผมก็มีอยู่สองสามคัน แต่ก็แก้ไขได้ วิธีที่ดีที่สุด คือถอยหลังโดยมีทีมงานช่วยเข็นมาต้องหลักกันด้านล่าง ก่อนปีนขึ้นไปอีกครั้ง
มีทั้งความสนุก เสียว กับประสบการณ์ใหม่ๆ และก็ได้รู้ว่า นาวารา ไปได้ทุกที่ แม้ในที่ที่ดูเหมือนจะไม่มีทางครับ





