เปิดแนวคิดประธาน "มาสด้า" คนใหม่ เร่งปรับโครงสร้างองค์กร ดันคนไทยบริหาร สร้างสัมพันธ์สื่อสารใกล้ชิดดีลเลอร์ หวังดันยอดขายเติบโตเฉลี่ยปีละ10%
นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นคนไทยคนแรกที่เข้ารับตำแหน่งนี้เมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการครั้งแรก วานนี้ (15 ก.ย.) ถึงแนวทางการบริหารงาน และเป้าหมายทางธุรกิจของมาสด้าในอนาคต
นายชาญชัย กล่าวว่า แนวทางการบริหารงานมาสด้าจากนี้ไป จะเน้นการผลักดันคนไทยให้มีบทบาทมากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าจะช่วยส่งเสริมการทำตลาดทั้งภายในองค์กรเองและการทำงานร่วมกับพันธมิตรเป็นได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น สื่อสารกันได้เข้าใจมากขึ้น ลดความผิดพลาดและระยะเวลา ทั้งจากเรื่องของภาษาและวัฒนธรรมที่เหมือนกัน ซึ่งพบว่าที่ผ่านมามีปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสารพอสมควร ทำให้งานบางอย่างเดินได้ไม่สะดวกนัก
นอกจากนี้ ยังรวมถึงการให้ข้อมูลรายละเอียดทางธุรกิจกับพันธมิตร เพื่อจะได้เตรียมความพร้อมและมีความมั่นใจในการลงทุนมากขึ้น
“เช่น ตัวแทนจำหน่าย ซึ่งที่ผ่านมาอาจจะไม่รู้ว่ามาสด้าจะทำอะไรทั้งหมด แต่จากนี้ไปเราจะให้รายละเอียด เช่น แผนการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ในอนาคต ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเขารู้ว่าเราจะมีอะไรบ้าง ก็จะพร้อมที่จะลงทุนรองรับ”
ลุยปรับ-ขยายโชว์รูม
นายชาญชัย กล่าวว่า สำหรับสิ่งที่ต้องการดำเนินการเร่งด่วนหลังเข้ารับตำแหน่งก็คือ การยกระดับการบริการหลังการขาย ทั้งในด้านคุณภาพ และภาพลักษณ์ ซึ่งที่ผ่านมามาสด้า มีปัญหาในด้านภาพลักษณ์อยู่บ้าง จึงเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปรับปรุง
“การขายรถทำแค่ครั้งเดียวก็จบ แต่การบริการจะอยู่ตลอดชีวิตรถ และหากเราทำได้ดี ลูกค้ามีความพึงพอใจ ในอนาคต ก็อาจจะกลับมาซื้อรถคันใหม่กับเราอีก”
โดยแนวทางการพัฒนาโชว์รูมและศูนย์บริการของตัวแทนจำหน่าย กำหนดแนวคิด Mazda Corporate Identity (MCI) ที่จะต้องมีสไตล์ ทันสมัย บรรยากาศที่อบอุ่น มีความพร้อมให้บริการครบทุกฟังก์ชั่น รวมถึงมีพื้นที่พักผ่อนของลูกค้า โดยกำหนดว่าโชว์รูมในปัจจุบันซึ่งมีทั้งสิ้น 147 แห่ง จะต้องปรับปรุงทั้งหมดภายในปี 2561 เริ่มจากปีนี้ 15 แห่ง ส่วนโชว์รูมและศูนย์บริการที่จะสร้างขึ้นใหม่ในอนาคต จะต้องสร้างตามแนวคิดใหม่ทั้งหมด
นอกจากนี้ ยังให้นโยบายกับตัวแทนจำหน่าย เพื่อเพิ่มรูปแบบการบริการกับลูกค้า เช่น บริการรับรถ-ส่งรถ สำหรับลูกค้าที่ไม่สะดวกในการนำรถเข้ารับบริการในวันธรรมดา หรือการเปิดให้บริการในวันอาทิตย์
“ทั้งหมดเป็นแนวทางที่เราแนะนำดีลเลอร์ ไม่ได้เป็นการบังคับ แต่ชี้ให้เห็นว่าเมื่อทำแล้วจะได้อะไร เพราะมั่นใจว่าจะทำให้รายได้จากการบริการเพิ่มขึ้น ซึ่งก็จะเป็นผลดีต่อดีลเลอร์เอง แต่ในส่วนของมาสด้าสิ่งที่จะได้คือความมั่นใจต่อการบริการ ต่อแบรนด์ และนำไปสู่การเติบโตของยอดขายในอนาคต และปัจจุบันก็เห็นบางแห่งมีแนวคิดที่ดี เช่น แถวพระราม 7 ที่บริการอาหารลูกค้าที่ต้องการด้วย”
ส่วนการขยายจำนวนโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่ ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเป็นจำนวนเท่าใด ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่และสภาพการณ์ตลาด แต่มีแนวทางหลักๆ คือ 1.จะขยายในพื้นที่ที่ยังไม่มี เช่น ในกรุงเทพฯ คือ ย่านลาดกระบัง 2. ขยายในพื้นที่ชุมชนเกิดใหม่ เช่น ย่านถนนกัลปพฤกษ์ ชัยพฤกษ์ 3.ขยายในตลาดใหญ่ แต่มีส่วนแบ่งตลาดน้อย เช่น จังหวัดใหญ่ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการขายมากขึ้น
ตั้งเป้าโตเฉลี่ย 10% ต่อปี
ในด้านตัวสินค้าจะพยายามนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเป็นจุดขายหลัก โดยเฉพาะสกายแอคทีฟ ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในขณะนี้ ซึ่งในอนาคตรถรุ่นใหม่ๆ ที่จะเปิดตัว เริ่มจากมาสด้า 3 ช่วงปลายปีนี้ ก็จะต้องมีความชัดเจนในด้านเทคโนโลยีที่โดดเด่น
นายชาญชัย ยังกล่าวว่า แผนการดำเนินธุรกิจต่างๆ เชื่อว่าจะช่วยให้มาสด้า เติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าว่าจะต้องสร้างยอดขายให้เติบโตได้เฉลี่ยปีละ 10% และมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยช่วง 3 ปี ตั้งเป้า 6%, 7% และ 8% ตามลำดับ
“ล่าสุด 8 เดือนที่ผ่านมา เรามีส่วนแบ่งในตลาดรวม 5.7% แต่ว่าช่วงเดือน เม.ย.เป็นครั้งแรกที่สามารถสร้างส่วนแบ่งได้เกิน 6% โดยทำได้ 6.3% ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี”
ทั้งนี้ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา มาสด้ามียอดขายรวม 2.8 หมื่นคัน เพิ่มขึ้น 23% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการเติบโตสวนกระแสตลาดรวม ที่ยังติดลบ และมีส่วนแบ่งอยู่ในอันดับที่ 5 ของตลาดรวม และอันดับที่ 3 ในตลาดรถยนต์นั่ง
ปรับยอดขายเพิ่มเป็น4.5หมื่นคัน
การที่มียอดขายเพิ่มขึ้น ทำให้มาสด้าตัดสินใจปรับเพิ่มเป้าหมายการขายปีนี้จาก 4.2 หมื่นคันเป็น 4.5 หมื่นคัน และสูงกว่าปีที่แล้ววที่ทำได้ประมาณ 4 หมื่นคัน
ส่วนภาพรวมตลาดรถยนต์ในปีนี้ คาดว่าจะทำได้รวม 7.8 หมื่นคัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าการคาดการณ์ของผู้ผลิตบางค่าย เนื่องจากมาสด้าเห็นว่าปัจจุบันตลาดเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น ภาวะเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น ทั้งจากโครงการลงทุนต่างๆ และการที่ประชาชนรู้ถึงแนวทางของรัฐบาลที่ชัดเจนในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้า ทำให้มีการวางแผนลงทุนต่างๆ รวมถึงมีความมั่นใจที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
จับมือไฟแนนซ์พบปะดีลเลอร์
นายชาญชัยกล่าวว่า ที่ผ่านมา อุปสรรคสำคัญสิ่งหนึ่งในการทำตลาดรถยนต์ก็คือ ความเข้มงวดของไฟแนนซ์ ในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้เสียโอกาสทางการขายพอควร โดยบริษัทก็พยายามหาทางออก โดยขณะนี้ได้ร่วมมือไฟแนนซ์ พันธมิตร เดินสายไปพบปะกับตัวแทนจำหน่าย เพื่อรับฟังทั้งปัญหา และสถานการณ์ตลาด กำลังซื้อ ซึ่งก็ได้ผลดี เพราะขณะนี้ไฟแนนซ์ เริ่มที่ผ่อนคลายเงื่อนไขมากขึ้น ทำให้มีสัดส่วนการรีเจคท์ หรือผู้ที่ไม่ผ่านการอนุมัติสินเชื่อลดลง
สำหรับนายชาญชัยเริ่มต้นการทำงานกับมาสด้าในส่วนของโรงงานประกอบรถยนต์ ออโต้ อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) หรือ เอเอที จังหวัดระยองกว่า 20 ปี จากนั้นจะเข้ามารับตำแหน่ง รองประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2558 ก่อนจะขึ้นนั่งตำแหน่งประธานบริหารในที่สุด





