วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ภาษีรถใหม่ 'ปิกอัพแค็บ-พีพีวี' จ่อปรับราคา

เผยแนวโน้ม “ราคารถยนต์” หลังปรับโครงสร้างภาษีรถใหม่ 1 ม.ค.59 มีทั้งที่ปรับราคาลด-เพิ่มขึ้น ตั้งแต่ 5,000 -1 แสนบาทขึ้นไป

จากการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2559 วานนี้ (2 เม.ย.) สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ได้จัดงานเสวนาเรื่อง “ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ตามค่าคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างไร” เพื่อชี้ให้เห็นผลกระทบ และเป็นข้อมูลให้กับผู้บริโภค กระตุ้นให้ตระหนักถึงทิศทางการพัฒนาของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมถึงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ระหว่างผู้ประกอบการกับภาครัฐ


นายณัฐกร อุเทนสุต ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ ที่คิดอัตราตามการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2 ไม่เพียงเน้นเรื่องการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย แต่ยังสร้าง “ความเป็นธรรม” ให้กับการจัดเก็บภาษีรถยนต์ประเภทต่างๆ


จากเดิมมีเฉพาะรถใช้แก๊สโซฮอล์ E20 หรือ E85 แต่ยังรวมถึงรถเครื่องยนต์ดีเซล และรถไฮบริด ที่มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันและมลพิษแตกต่างกัน แต่ปัจจุบันกลับเสียภาษีในอัตราเท่ากัน ต่อไปก็จะได้รับความเป็นธรรมตามการปล่อยก๊าซ CO2 ขณะเดียวกันโครงสร้างภาษีใหม่จะมีการจัดเก็บที่เรียบง่ายและโปร่งใสขึ้น ตลอดจนมีการสนับสนุนให้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาสู่ประชาชน


“ก่อนหน้านี้ภาครัฐใช้เวลาศึกษา 2 ปี ประกาศล่วงหน้าเพื่อให้เวลาผู้ประกอบการเตรียมตัวนาน 3 ปี รวมเวลา 5 ปี เชื่อว่า ผู้ประกอบการจะปรับตัวรับโครงสร้างภาษีใหม่กันพอสมควร หากบริษัทที่สามารถดำเนินการให้รถปล่อยก๊าซ CO2 ตามมาตรฐานกำหนด พร้อมกับติดตั้งความปลอดภัยอย่างระบบเบรก ABS และระบบควบคุมการทรงตัว หรือ VSC ภาระภาษีจะไม่เพิ่มขึ้น คือ เสียภาษีในอัตราเท่าปัจจุบัน หรือรถบางประเภท ก็มีภาระลดลง เช่น รถเครื่องยนต์ขนาดใหญ่จะได้รับการสนับสนุนภาษีลดลงสูงสุด 5% หากมีค่าการปล่อยมลพิษตามเกณฑ์ แต่ถ้าไม่สามารถทำได้จะต้องเสียภาษีเพิ่มจากเดิม 2-40% แล้วแต่ประเภทรถและฐานราคาของรถรุ่นนั้นๆ"


ราคารถขยับหาก “ไม่ทำตามเกณฑ์”


สำหรับเงื่อนไขที่รถยนต์จะปรับราคาสูงขึ้นคือ “ไม่สามารถทำได้ตามเกณฑ์การปล่อยCO2” ทำให้ราคาปรับขึ้นตั้งแต่ 5,000 บาท ในรถปิคอัพไปจนถึง “มากกว่า1 แสนบาท” ขึ้นไปสำหรับรถเก๋งขนาดใหญ่หรือรถพีพีวี ในรถไฮบริดบางขนาด ที่เคยเสียภาษีต่ำ หากปล่อย CO2 เกินกำหนดก็จะต้องรับภาระภาษีเพิ่ม”
สำหรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่หลักๆ ยังคงแยกประเภทรถเหมือนเดิม (แต่ไม่แยกขนาดเครื่องยนต์) รวมถึงอัตราภาษีสูงสุดที่เพดาน 50% แต่ได้ใช้เกณฑ์การปล่อยก๊าซ CO2 มาเป็นกำหนดอัตราภาษี คือรถยนต์นั่ง หรือเก๋ง จะใช้เกณฑ์ค่าไม่เกิน 100 กรัม/กม. จะเสียภาษีต่ำสุด 10% (รถที่ผ่านส่วนใหญ่เป็นรถไฮบริด) หรือรถที่ไม่เกิน 150 กรัม/กม. จะเสียภาษีในอัตรา 30% เท่าปัจจุบัน แต่ต้องติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัย ABS และ VSC ด้วย ซึ่งหากไม่เข้าเงื่อนไขหรือปล่อยCO2 มากกว่านั้นจะเสียภาษีในอัตรา 35-50%


เข้มปิกอัพปล่อยCO2ไม่เกิน200กรัม/กม.


ขณะที่ปิกอัพกำหนดอัตราปล่อยก๊าซ CO2 ไว้ที่ไม่เกิน 200 กรัม/กม. เสียภาษีในอัตราปัจจุบันที่ 3% แต่ปิกอัพที่ไม่ผ่านและปิกอัพแบบมีแค็บต้องเสียภาษีเพิ่มเป็น 5% แม้จะผ่านมาตรฐานการปล่อยไอเสียก็ตาม เช่นเดียวกับรถอเนกประสงค์แบบพีพีวี อย่างโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ หรืออีซูซู มิว-เอ็กซ์ ปัจจุบันเสียภาษี 20% อัตราใหม่จะต้องเสีย 25% ส่วนอีโคคาร์ได้รับประโยชน์มากสุด เพราะอัตราภาษีสูงสุดยังเท่าปัจจุบัน 17% แต่ถ้าทำค่า CO2 ต่ำกว่า 100 กรัม/กม. จะเสียภาษีในอัตราต่ำสุด 12%


อีโคคาร์2-รถใช้อี85 ราคาลด


“สาเหตุที่ต้องปรับภาษีในส่วนของปิกอัพที่มีแค็บ เพราะภาครัฐต้องการให้ประชาชนซื้อรถที่เหมาะกับการใช้งาน ซึ่งไม่ควรใช้ปิกอัพแบบมีแค็บเพื่อการนั่งโดยสาร ขณะที่รถพีพีวี นั้นมีการใช้แทบไม่ต่างจากรถยนต์นั่ง แต่รัฐบาลยังสนับสนุนแนวคิดขอการสร้างอนุพันธ์รถรุ่นใหม่ๆจากปิคอัพไว้ จึงปรับโครงสร้างภาษีขึ้นไม่มาก” นายณัฐกร กล่าวและว่า หากพิจารณา ราคารถทั้งหมด จะพบว่า รถยนต์ที่มีราคาลดลงคือ อีโค คาร์ โครงการ2 และรถที่ใช้ E85 ส่วนรถอื่นๆ หากทำตามเงื่อนไข ราคาจะเท่าเดิม แต่หากไม่สามารถทำได้ตามเกณฑ์รถเหล่านั้นจะมีราคาเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน