รถเก๋งและรถปิกอัพ 1 คัน เมื่อออกจากโรงงานจะมียางติดรถมาด้วย 5 เส้น
หากปีนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยอยู่ในภาวะปรกติ นับเฉพาะรถยนต์เก๋งนั่งและรถปิกอัพที่จำหน่ายภายในประเทศ ย่อมต้องมีจำนวนมากกว่า 1 ล้านคัน และหากนับรวมรถยนต์ทั้ง 2 ชนิดที่ผลิตในประเทศไทย และส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลกด้วย ก็จะมีจำนวนมากกว่า 2 ล้านคันขึ้นไปแน่นอน
เท่ากับว่ามีความต้องการยางรถยนต์ใหม่เอี่ยม สำหรับภาคการผลิตรถยนต์ไม่น้อยกว่า 10 ล้านเส้นต่อปี และด้วยตัวเลขความต้องการใช้ยางรถยนต์ที่เพิ่มมากขึ้นเช่นนี้เอง จึงทำให้เกษตรกรของไทยถูกชักจูงให้หันมาปลูกยางพารา ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับการผลิตยางรถยนต์กันมากขึ้น จากเดิมมีพื้นการปลูกยางพาราอยู่เพียงแค่ภาคใต้ของประเทศ ก็ขยายพื้นที่มาสู่ภาคตะวันออกของประเทศซึ่งมีฝนชุกและมีความชื้นสูงเหมาะแก่การปลูกยาง
ต่อมาเมื่อประเทศจีนมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ตัวเลขการจำหน่ายรถยนต์เฉพาะภายในประเทศจีนถีบตัวสูงไปแตะระดับ 20 ล้านคันต่อปี ความต้องการยางพาราเพื่อไปใช้ในการผลิตยางรถยนต์ก็ทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้ราคายางดิบในประเทศไทยในอดีตเคยมีราคาสูงขึ้นไปถึงกิโลกรัมละมากกว่า 100 บาท พื้นที่ปลูกยางพาราในประเทศไทยจึงถูกขยายออกไปยังภาคอีสานและภาคเหนืออย่างรวดเร็ว
นักการเมืองของไทยบางคนหันมาทำธุรกิจเกี่ยวกับยางพาราทั้งทางตรงและทางอ้อม ตั้งแต่เกี่ยวพันกับการจำหน่ายต้นกล้ายางสำหรับนำไปปลูก เกี่ยวพันกับการยุยงให้ประชาชนบุกรุกที่สาธารณะ และเขตพื้นที่สงวนเพื่อทำการปลูกยางพารา เป็นนายหน้าจัดหาปุ๋ยและเครื่องมือในการใช้ทำสวนยางมาจำหน่ายแก่ประชาชน รวมถึงการใช้มวลชนที่หันมาปลูกยางพาราเพื่อเป็นฐานเสียงให้กับตนเองทางการเมืองด้วย
จะเห็นได้ว่าเหตุผลหลักที่มีการปลูกยางพารากันมากขึ้นในช่วงเวลาอันสั้นก็คือ ความเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีความต้องการใช้ยางพาราในปริมาณมาก ตามสัดส่วนการเติบโตของประชากรรถยนต์นั่นเอง ซึ่งเหตุผลนี้เป็นที่รู้กันไปทั่วโลกแม้แต่คนที่ไม่เคยศึกษาข้อมูลของยางพารามาก่อนเลยก็ตาม
บริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์เองก็รู้ดีว่าหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปอย่างนี้เรื่อยๆ ต้นทุนการผลิตยางรถยนต์ในอนาคตก็มีแต่จะสูงขึ้น จึงมีความพยายามคิดค้นหาวัตถุดิบอื่นๆ เข้ามาทดแทนยางพาราจากธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา และในขณะที่ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการคิดค้นและพัฒนานี้ ผู้ผลิตยางรถยนต์ทั้งหลายก็ใช้เทคโนโลยีที่ทำให้สิ้นเปลืองยางพาราจากธรรมชาติให้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือทำให้ยางรถยนต์มีอายุการใช้งานยาวนานมากขึ้นกว่าในอดีต
และเมื่อสถานการณ์ของอุตสาหกรรมยางรถยนต์ในโลกนี้ต้องเจอกับภาวะวิกฤติ ยอดจำหน่ายรถยนต์ลดลงอย่างรวดเร็วทั้งโลก ในประเทศไทยยอดจำหน่ายรถยนต์ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาลดลงในระดับที่น่าตกใจ ในประเทศจีนซึ่งถือเป็นตลาดเป้าหมายหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ก็เกิดภาวะชะลอตัว รวมทั้งมีการส่งเสริมให้ปลูกยางมากขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศซึ่งมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลมาก ส่งผลให้ราคายางพาราดิบในประเทศไทยปัจจุบันนี้ อยู่ที่ระดับ กก.ละ 50 บาทโดยประมาณเท่านั้น
ยางพาราหนึ่งต้นกว่าจะให้ผลผลิตกรีดเอาน้ำยางออกมาได้ก็ต้องมีอายุถึง 7 ปี ดังนั้นการวางแผนการสำหรับอนาคตที่ยาวนานถึง 7 ปี จึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่มีทุนน้อยและต้องลงทุนมาก อุตส่าห์ประคบประหงมลงทุนดูแลสวนยางมาเป็นเงินจำนวนไม่น้อยตลอดเวลา 5 หรือ 6 ปี พอถึงช่วงเวลาปีที่ 7 ซึ่งเป็นระยะเหมาะสมกับการกรีดเอาน้ำยางมาขาย ราคายางดิบกลับลดลงจากช่วงที่เริ่มต้นลงทุนไปถึงครึ่งค่อน จึงทำให้เกษตรกรที่ปลูกยางพาราทั้งรายเก่าในพื้นที่ดั้งเดิม และรายใหม่ที่คาดหวังจะได้กำไรสูงต้องพบภาวะวิกฤติไปด้วยกัน
ต้นทุนของยางพาราในแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกันค่อนข้างมาก ในภาคใต้ผู้ปลูกยางพาราแต่ละรายจะปลูกในพื้นที่จำนวนมาก ทำให้มีต้นทุนในการที่จะต้องว่าจ้างแรงงานมาเป็นผู้ช่วยในการดูแลสวนยางและทำหน้าที่กรีดยางเพื่อเอาน้ำยางออกมาขาย โดยที่แรงงานเหล่านั้นส่วนมากเป็นแรงงานจากภาคอีสาน และ / หรือ แรงงานต่างด้าว เท่ากับว่าเป็นแรงงานนอกพื้นที่ ซึ่งมีต้นทุนการว่าจ้างและการจัดหาที่อยู่ให้บวกเข้าไปด้วย
ในขณะที่การปลูกยางทางภาคอีสานนั้นส่วนใหญ่ปลูกกันในพื้นที่ของตนเองรายละ 20-30 ไร่ เจ้าของสวนยางและคนในครอบครัวทำหน้าที่ดูแลและกรีดยางกันเอง มีการว่าจ้างแรงงานภายนอกซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานในพื้นที่เข้ามาช่วยงานไม่มากนัก ต้นทุนของราคายางพาราในทั้งสองภาคนี้จึงต่างกันมากพอสมควร
ส่งผลให้เป็นประเด็นซ่อนเร้นที่ทำให้ยากจะหาทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราทั้ง 2 กลุ่มให้พึงพอใจในราคาจำหน่ายยางได้ เพราะทั้ง 2 ฝ่ายล้วนแต่มีเครือข่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งในอนาคตหากรัฐบาลไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหาราคายางพาราได้ ก็จะส่งผลกระทบมาถึงอุตสาหกรรมยานยนต์อันเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศได้เช่นเดียวกันครับ





