วันที่ 22 ก.ย. เมื่อราว 20 ปีที่แล้วผมอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้จักกับคำว่าคาร์ฟรีเดย์
หรือการรณรงค์งดใช้รถยนต์ส่วนตัว 1 วัน ผมย้ำว่าครั้งนั้นเป็นเพียงแค่การรณรงค์งดการใช้รถยนต์ส่วนตัวนั้น เพราะแม้ผมจะอ่านภาษาฝรั่งเศสไม่ออกแต่จากป้ายรณรงค์ที่ติดตามถนนหนทาง รูปภาพต่างๆบนป้ายทำให้ผมเข้าใจว่าหมายถึงการหันมาใช้รถสาธารณะทุกชนิด หรือหากเป็นไปได้ก็ใช้รถจักรยานเลยก็ยิ่งดีเท่านั้นเอง
ปีนั้นน่าจะเป็นปีต้นๆ ของการเริ่มรณรงค์โครงการดังกล่าว เพราะมีผู้คนทั้งที่สนใจและไม่สนใจซึ่งเป็นเรื่องปรกติของประเทศที่ประชาชนมีเสรีภาพ กลับมาถึงประเทศไทยผมจึงนำเอาเรื่องโครงการนี้มาเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ ที่ผมมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แต่ในประเทศไทยยังมีคนให้ความสนใจเรื่องคาร์ฟรีเดย์น้อยมากในสมัยนั้น สังคมไทยยุคนั้นเมื่อจะพูดถึงการลดการใช้รถยนต์ ก็จะพูดถึง “คาร์พูล” หรือการใช้รถร่วมกันแบบ “ไปทางเดียวกันใช้รถคันเดียวกัน” เสียมากกว่า
ซึ่งในที่สุดแล้ว “คาร์พูล” ก็ไปไม่รอดสำหรับสังคมไทย เพราะแม้แต่ผู้เป็นหัวเรือในการเชิญชวนให้คนหันมาใช้หลักการคาร์พูลเอง ก็ไม่เคยคิดจะให้คนอื่นขึ้นไปนั่งร่วมรถคนเดียวกับตนเอง เพราะคิดว่ารถยนต์ส่วนตัวของตนเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ไม่อยากให้คนอื่นเข้าไปทำลายความเป็นส่วนตัว หรือบางครั้งก็อ้างถึงเหตุผลด้านความไม่สะดวกเพราะต้องไปคนละจุดหมาย ทั้งที่หากจะดำเนินการกันอย่างจริงจังแม้ว่าจุดหมายปลายทางจะต่างกัน ก็สามารถให้ผู้อื่นร่วมเดินทางในรถของตนไปได้จนถึงจุดแยกกัน
ปัจจุบันนี้ คาร์ ฟรี เดย์ ในประเทศอื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป เป็นวันที่ประชาชนทั่วไปพยายามอย่างยิ่งในการที่จะงดใช้รถยนต์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ มีการปิดถนนให้คนออกมาเดินเล่นสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ไม่มีมลพิษจากไอเสียของเครื่องยนต์ ถือว่าเป็นการฟอกอากาศให้สังคม 1 วันในรอบปี โดยมีผลพลอยได้คือการประหยัดพลังงานที่ใช้กับรถยนต์ทุกชนิด และพ่วงด้วยเหตุผลยอดนิยมคือลดโลกร้อนอีกด้วย
ประเทศไทยระยะหลังมานี้ก็มีการรณรงค์ในวันที่ 22 ก.ย. หรือ คาร์ ฟรี เดย์ กันมากขึ้น และเท่าที่ทราบสองสามปีหลังมานี้รวมทั้งในวันเสาร์และวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ด้วย มีการจัดโครงการรณรงค์ คาร์ฟรีเดย์กันใหญ่โตในหลายจังหวัด ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดอยู่ในรูปแบบของการรณรงค์ให้คนมารวมตัวกันขี่จักรยานกันในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง
การรณรงค์ในลักษณะดังกล่าวเป็นไปเพียงแค่เชิงสัญลักษณ์เท่านั้น หลังจากผ่านพ้นวันนี้ไปแล้วผู้คนก็หันกลับไปใช้รถยนต์ส่วนตัวเดินทางกันเหมือนเดิมต่อไป เท่ากับว่าเป็นการใช้งบประมาณในการประชาสัมพันธ์เชิญชวนที่สูญเปล่า ไม่เกิดผลในการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจริงจัง อีกทั้งยังไม่สามารถบรรลุผลในวันที่มีการรณรงค์ด้วย แม้แต่การปิดถนนเพื่อทำให้เป็นถนนคนเดินแบบที่นิยมกัน ท้ายที่สุดก็กลายเป็นถนนขายสินค้าที่มีเตาปิ้งย่างส่งควันโชยโขมงไปทั่ว เท่ากับเปลี่ยนมลพิษจากไอเสียรถยนต์ไปสู่มลพิษจากเตาปิ้งย่างนั่นเอง
เพราะหลังจากที่มีการเปิดประเด็นให้ประชาชนทั่วไปได้รู้จัก คาร์ฟรีเดย์ หรือการเชิญชวนให้งดการใช้รถยนต์ส่วนตัวมากขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญตามมาก็คือการทำสาธารณูปโภคให้สอดคล้องและเหมาะสมกับการงดใช้รถยนต์ส่วนตัวด้วย เช่น ทำให้ระบบขนส่งสาธารณะเอื้ออำนวยให้เกิดการใช้งาน มีช่องทางสำหรับจักรยานหรือเปิดโอกาสให้คนได้ใช้จักรยานอย่างปลอดภัยและสะดวกมากขึ้น
เช่น มีที่จอดรถจักรยานสาธารณะที่ปลอดภัย มีสถานที่สาธารณะสำหรับให้คนขี่จักรยานได้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นต้น เพราะบ้านเราเป็นเมืองร้อนการขี่จักรยานไปไหนมาไหนย่อมต้องมีเหงื่อออก การที่จะไปพบปะผู้คนด้วยสภาพที่มีเหงื่อออกเต็มตัวเสื้อผ้าเปียกแฉะจึงเป็นสิ่งที่ดูไม่ดี
การรณรงค์คาร์ฟรีเดย์ในทุกวันนี้จึงไม่ควรกระทำแบบรวมศูนย์อีกต่อไป ตัวอย่างเช่นในกรุงเทพมหานครที่มีการจัดงานใหญ่ๆ ให้คนมาขี่จักรยานในสถานที่เดียวกัน ท้ายที่สุดคนที่ขี่จักรยานก็ต้องเอารถจักรยานขึ้นใส่ท้ายรถยนต์มายังจุดนัดพบ เมื่อจบสิ้นการทำงานด้านประชาสัมพันธ์เชิญชวน หรือทำงานเชิงสัญลักษณ์จบสิ้นลงไปแล้ว คนเหล่านั้นก็ต้องเอารถจักรยานใส่ท้ายรถยนต์ กลับไปยังที่อยู่ของตัวเองอยู่ดี เท่ากับว่าไม่มีผลในด้านการรณรงค์ให้ผู้คนงดการใช้รถยนต์ส่วนตัวลงไปแต่อย่างใด
วิธีการที่น่าจะได้ผลทั้งในเชิงสัญลักษณ์และผลที่ปรากฏจริง จึงควรกระจายกันจัดงานไปยังพื้นที่ชุมชนต่างๆ ให้มากขึ้น เช่น ให้สำนักงานเขตต่างๆ จัดงานรณรงค์ในพื้นที่ชุมชนของตนเอง เขตจตุจักรก็ให้ประชาชนในละแวกใกล้เคียงขี่จักรยานออกจากบ้านมารวมตัวกันที่สวนรถไฟ เขตบางรักและเขตสาทรก็ชวนคนขี่จักรยานออกจากบ้านมาทำกิจกรรมร่วมกันที่สวนลุมพินี อย่างนี้จึงจะได้ผลทั้งเชิงสัญลักษณ์และผลที่ปรากฏขึ้นจริง
การกระทำดังกล่าวนอกจากจะได้ผลในเชิงการประชาสัมพันธ์แล้ว ยังทำให้ประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รู้จุดอ่อนและจุดแข็งของการลดใช้รถยนต์ส่วนตัวในชีวิตจริงได้ด้วย อันจะนำไปสู่การบริหารจัดการปรับปรุงและแก้ไข เพื่อให้เกิดความเป็นรูปธรรมที่จริงจังต่อไป





