วิถีชีวิตของคนในสมัยปัจจุบันนี้ไม่นิยมการเอาเครื่องใช้ไฟฟ้าประจำบ้านที่เสียมาให้ช่างซ่อม
เพื่อนำกลับไปใช้งาน เพราะเกือบทุกคนล้วนคิดว่าการซ่อมของที่เสียแล้วมีความคุ้มค่าน้อยกว่าเอาเงินค่าซ่อมไปซื้อเครื่องใช้รุ่นใหม่ที่ทันสมัยมากกว่า แม้แต่เครื่องใช้ประจำบ้านที่มีขนาดใหญ่และมีราคาสูงเช่นตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศ ก็มีคนหันมาใช้แนวคิดเดียวกันนี้ด้วยเช่นกัน
แม้แต่บางครั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าดังกล่าวยังไม่มีความเสียหายใดๆเกิดขึ้นด้วยซ้ำไป แต่เมื่อมีรุ่นใหม่ที่คิดกันว่าทันสมัยและมีลูกเล่นในการใช้งานติดตั้งมาให้มากกว่า ผู้คนในปัจจุบันนี้ก็พร้อมที่จะทิ้งเครื่องเก่า เพื่อไปซื้อเครื่องใหม่มาใช้งานเพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองเป็นคนทันสมัยด้วย การเรียนการสอนนักศึกษาวิชาช่างในระดับอาชีวะศึกษาจึงต้องปรับให้ทันกับวิถีชีวิตของผู้คนและความต้องการแรงงานในตลาดตลอดเวลา
ผู้บริโภคเองก็เช่นกันเมื่อตัดสินใจเข้าไปอยู่ในวังวนหรือวิถีชีวิตแบบใหม่ทันสมัยแล้ว ก็ต้องเรียนรู้วิธีการที่จะอยู่กับมันให้ได้ประโยชน์มากที่สุด โดยการเรียนรู้ดังกล่าวมีทั้งเรียนรู้ถึงสมรรถนะและประสิทธิภาพของเครื่องมือสมัยใหม่รุ่นใหม่ๆ ว่าสามารถทำอะไรให้เจ้าของดำรงชีวิตได้สะดวกสบายมากขึ้นได้บ้าง รวมทั้งการใช้งานอย่างไรจึงจะไม่ก่อให้เกิดภาระแก่รายได้ทางด้านซ่อมบำรุงหรือต้องเปลี่ยนเครื่องมือชิ้นใหม่บ่อยจนเกินไป
ตัวอย่างง่ายๆที่เกิดขึ้นกับตัวผมเองก็คือ ปรกติผมเป็นคนที่ "ติด" นาฬิกาปลุก ไม่ว่าจะนอนอยู่ที่บ้านหรือเดินทางไปไหนมาไหน ไม่ว่าจะมีนัดทำธุระปะปังในตอนเช้าหรือไม่มี ก่อนเข้านอนทุกครั้งผมจะต้องตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ตามเวลาที่ต้องการ ทั้งที่ส่วนใหญ่ผมก็จะตื่นก่อนถึงเวลาที่ตั้งปลุกอยู่แล้ว
จนเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมานี้เองเมื่อนาฬิกาปลุกเรือนเก่าของผมชำรุดและจะซื้อใหม่ ลูกๆ จึงทำหน้าสงสัยพร้อมกับบอกผมว่า "ทำไมพ่อยังใช้นาฬิกาปลุกอยู่อีก ทำไมไม่ตั้งปลุกด้วยเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งสามารถตั้งได้วันละหลายๆ เวลาและตั้งล่วงหน้าได้มากด้วย" ผมจึงเพิ่งรู้ว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกเครื่องซึ่งผมซื้อและพกติดตัวไว้ตลอดเวลามานานกว่า 15 ปี สามารถทำหน้าที่แทนนาฬิกาปลุกและทำได้ตรงต่อเวลามากกว่าด้วยซ้ำไป คนโบราณอย่างผมจึงเพิ่งไม่ใช้นาฬิกาปลุกตั้งแต่ 2 ปีที่ผ่านมานี้เอง
ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะว่ามีท่านผู้อ่านบทความของผมท่านหนึ่ง ได้โทรศัพท์เข้าไปในรายการวิทยุที่ผมจัดพร้อมกับถามว่า จะต้องจอดรถทิ้งไว้เฉยๆ เป็นเวลาประมาณ 1 เดือนครึ่งถึง 2 เดือน นอกจากจะต้องถอดขั้วแบตเตอรี่ออกแล้วยังต้องทำอะไรบ้าง เพื่อที่กลับมาจะสามารถใช้งานรถได้ตามปรกติ
ซึ่งเมื่อผมตอบกลับไปว่าไม่ต้องถอดขั้วแบตเตอรี่ออก เพราะจะเกิดความเสียหายขึ้นได้ง่ายกว่าการถอด ท่านผู้ถามก็บอกกลับมาว่าในมือของท่านยังมีหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คของผมที่ซื้อมานานกว่า 10 ปีแล้วและบทหนึ่งในนั้นบอกเอาไว้ว่า หากต้องจอดรถยนต์ทิ้งไว้นานๆ โดยไม่มีโอกาสสตาร์ทเครื่องยนต์ ก็ควรถอดขั้วแบตเตอรี่ออกเพื่อเป็นการถนอมและยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่
ผมจึงต้องอธิบายกลับไปว่านั่นคือบทความที่เขียนเอาไว้เมื่อเกือบ 20 ปีแล้ว มันทันสมัยและใช้ได้กับรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีในสมัยนั้น แต่รถยนต์ปัจจุบันนี้ทุกยี่ห้อจะมีกล่องควบคุมการทำงานของเกือบทุกระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งควบคุมและสั่งการเกี่ยวกับการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและการทำงานของเครื่องยนต์
ซึ่งกล่องดังกล่าวอันเปรียบเสมือนหัวใจของเครื่องยนต์นี้ ต้องใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงานในการทำงานและต้องมีไฟฟ้าคอยเลี้ยงระบบภายในตัวเองไว้ตลอดเวลา การถอดขั้วแบตเตอรี่ออกในระยะเวลาสั้นเพียงแค่ 1 หรือ 2 วันไม่เป็นไร เพราะยังมีไฟฟ้าสำรองที่เรียกทับศัพท์ว่า ไฟแบ็คอัพ คอยเลี้ยงให้กล่องยังทำงานและหน่วยความจำต่างๆ ยังบันทึกเอาไว้ได้อยู่
แต่หากถอดขั้วแบตนานเกินไปจนไฟสำรองหมดไปจากกล่องควบคุม หน่วยความจำทั้งหลายก็เท่ากับถูกลบล้างความจำทิ้งไปด้วย เมื่อเจ้าของจะกลับมาใช้งานรถยนต์อีกครั้งหนึ่งก็ไม่สามารถติดเครื่องยนต์ได้ โดยบางยี่ห้อก็ต้องนำรถไปให้ช่างทำการอัดประจุ หรือกระตุ้นหน่วยความจำที่เรียกกันว่าทำการ "รีเซ็ท" กันใหม่นั่นเอง
ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปและเทคโนโลยีเปลี่ยนไป ข้อมูลที่ได้รับจึงมีความจำเป็นต้องตรวจสอบให้ดีด้วยว่าเป็นข้อมูลสำหรับเทคโนโลยีระดับใด มิฉะนั้นก็จะทำให้เกิดความสับสนหรือทำให้เกิดการนำไปใช้กับอุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีต่างกันจนอาจจะสร้างความเสียหายขึ้นมาได้ และท้ายที่สุดก็อาจจะโทษผู้ให้ข้อมูลว่าเป็นผู้ป้อนข้อมูลผิด ทั้งที่ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและเหมาะสมกับเทคโนโลยีที่ต่างยุคกันต่างหากครับ





