เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์ก็ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องอีกครั้ง โดยทำได้ 7.32 หมื่นคัน ต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 33%
และเมื่อรวม ม.ค.-เม.ย. พบว่ามียอดรวม 2.97 แสนคัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 43%
ยอดขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ยังเป็นผลพวงจากปัญหาเดิมๆ โดยสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) บอกว่ามีทั้งการที่ปีนี้ไม่ต้องส่งมอบรถยนต์ในโครงการรถคันแรกแล้ว และยังมีปัญหาการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ ชาวนาหลายแสนครอบครัวยังไม่ได้รับเงินจากการจำนำข้าว หนี้ครัวเรือนที่สูง สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อตั้งแต่กลางปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตามหากมองตัวเลขรายเดือนอาจจะดูมีกำลังใจเพิ่มขึ้น เนื่องจากสัดส่วนการหดตัวลดลงมาอยู่ในระดับ 33% ขณะที่ 3 เดือนก่อนหน้านี้ตลาดลดลงในระดับกว่า 45% แต่เมื่อดูถึงข้อเท็จจริงว่าปี 2556 ที่ผ่านมาการส่งมอบรถยนต์จากโครงการรถคันแรกมีจำนวนลดลงตามลำดับ เพราะฉะนั้นฐานที่นำมาเปรียบเทียบจึงน้อยลงไปด้วย
และเมื่อกลับไปพูดถึงการวิเคราะห์ของบริษัทรถยนต์ที่บอกไว้ก่อนหน้านี้ว่า ตลาดรถยนต์ไทยนั้น การที่จะสร้างยอดขายรายเดือนในระดับ 1 แสนคันขึ้นไปเป็นเรื่องยาก ส่วนการที่เคยทำได้ในปี 2555 เนื่องจากมีความต้องการเทียมเกิดขึ้นมาก ซึ่งผลักดันให้ตลาดทำสถิติสูงสุดที่กว่า 1.4 แสนคันมาแล้ว แต่พื้นฐานตลาดที่แท้จริงในปีนี้หากอยู่ในระดับ 9 หมื่นคัน ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าพอใจ
แต่จากตัวเลขตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา ก็เห็นได้ชัดว่าต่ำกว่าเป้าหมายค่อนข้างมาก
การที่ยอดขายหดตัวรุนแรง เกิดจากปัจจัยลบเกิดขึ้นหลายอย่างพร้อมๆกัน และยังมีแรงเสริมจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงอย่างมาก ทำให้แม้แต่คนมีกำลังซื้อ ก็ยังไม่อยากใช้เงิน ซึ่งเป็นเหตุให้ค่ายรถอัดแคมเปญเพื่อกระตุ้นยอดขายกันมากขึ้น ซึ่งผู้บริหารหลายคนก็ยอมรับว่าผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปีอย่างมาก เพราะเคยคิดว่าแคมเปญจะลดลง เนื่องจากค่ายรถสามารถระบายสต็อกที่เกิดขึ้นจากโครงการรถคันแรก
พิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ช่วงที่มีโครงการคันแรก กำลังซื้อล่วงหน้าถูกดึงไปใช้ แต่เมื่อเกิดปัญหาสต็อกล้น ค่ายรถเร่งการขายด้วยแคมเปญที่รุนแรง เป็นการดึงกำลังซื้อล่วงหน้าเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งส่งผลต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ซึ่งค่ายรถก็หวังว่าจะภาวะเศรษฐกิจจะดี ซึ่งจะช่วยกระตุ้นยอดได้บ้าง แต่ก็ไม่เป็นไปตามความคาดหมาย ดังนั้นค่ายรถจึงต้องหันมาปรับตัวเองแทน ด้วยการสร้างสมดุลของการผลิต การขายให้ได้มากที่สุด
อย่างไรก็ตามฮอนด้าก็ยังคาดหวังเมื่อการเมืองซึ่งเริ่มมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น อาจจะมีผลทำให้ความมั่นใจของผู้บริโภคกลับคืนมา และส่งผลให้ตลาดปรับตัวดีขึ้น
นอกจากนี้สินค้าใหม่ก็จะมีผลกระตุ้นตลาดเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะสินค้าในตลาดที่มีขนาดใหญ่ เช่น รถในกลุ่มซับคอมแพคท์ ซึ่งในส่วนของฮอนด้าเอง ล่าสุดเปิดตัวแจ๊ซใหม่ และสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ โครงสร้างราคากว้างขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม โดยรุ่นล่าง ราคาต่ำลง ขณะที่รุ่นบนราคาเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากฮอนด้าต้องการที่จะให้สินค้าขยายให้ครอบคลุมกลุ่มลูกค้ามากขึ้นกว่าเดิม ที่อาจจะไปไม่ถึง
ด้านวัลลภ ตรีฤกษ์งาม ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าปัจจัยลบที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ สินค้าเกษตรที่ตกต่ำ รวมถึงการที่ชาวนายังไม่ได้รับเงินค่าจำนำข้าว เนื่องจากปัจจุบัน เกษตรกรมีบทบาทกับตลาดรถยนต์ โดยเฉพาะรถขนาดเล็ก ราคาไม่สูงมากนัก
"ระบบถนนหนทางที่ดีขึ้น เข้าถึงชุมชน รายได้เกษตรกรที่ดีขึ้นก่อนหน้านี้ ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้มีบทบาทมากขึ้น เพราะหลายครัวต้องการมีรถไว้ใช้เอง หรือบางครอบครัวซื้อให้ลูกหลานสำหรับเดินทางไปเรียนหนังสือ ดังนั้นเมื่อรายได้ลดลง ทำให้ได้รับผลกระทบตามไปด้วย"
วัลลภกล่าวว่า อย่างไรก็ตามหากเกษตรกรได้รับเงิน และพืชผลเกษตรดีขึ้น ก็น่าจะมีผลทำให้ตลาดรถยนต์ปรับตัวขึ้นได้เช่นกัน





