วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ใช้แอร์ ในหน้าร้อน

เกือบ 40 ปีมาแล้วที่ผมใช้ชีวิตร่อนเร่บนท้องถนนทั่วทุกภาคในประเทศไทย ด้วยการทำหน้าที่เป็นคนขับรถบรรทุกสิบล้อนั่งหลังขดหลังแข็งทั้งวันทั้งคืน

นานเกือบ 3 ปี เป็นช่วงเวลาที่ถนนเกือบทุกสายไม่เว้นแม้แต่สายหลักอย่างสายเอเชีย, มิตรภาพ และ เพชรเกษม มีสภาพเป็นถนนที่รถยนต์ต้องวิ่งสวนทางกันไปมาโดยไม่มีเกาะกั้นกลาง

การจะขับรถแซงกันในยุคนั้นจึงต้องได้รับความร่วมมือจากเพื่อนร่วมทาง ทั้งจากคันที่กำลังจะถูกแซง, คันที่กำลังวิ่งสวนทางมา และรถอื่นๆที่อยู่ในรัศมีของการแซงกัน หากมีผู้ขับรถคันใดคันหนึ่งแล้งน้ำใจ ไม่ให้ความร่วมมือในการส่งสัญญาณหรือเปิดทางให้กันและกัน แน่นอนว่าจะต้องมีอุบัติเหตุที่สยดสยองเกิดขึ้นอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

สมัยนั้นอย่าว่าแต่รถบรรทุกสิบล้อที่ผมขับเลย แม้แต่รถเก๋งที่วิ่งไปมาบนท้องถนนยังมีน้อยคันนักที่ติดแอร์เย็นฉ่ำเช่นปัจจุบัน รถยนต์ในสมัยนั้นจึงมีกระจกหูช้างทำหน้าที่รับลมให้พัดเข้ามาระบายความร้อนในห้องโดยสารขณะรถวิ่ง ติดตั้งอยู่ด้านหน้าของกระจกหน้าต่างหน้าทั้งซ้ายและขวา แต่ส่วนใหญ่หลังจากใช้ไปไม่นานกระจกหูช้างก็จะหลวม จนต้องหาเชือกมาผูกเอาไว้ให้ดักทิศทางลมได้มั่นคง

ในขณะที่คนส่วนมากคิดเอาเองว่าหากขับรถในขณะที่อากาศเย็นสบาย จะทำให้เกิดอาการที่เรียกว่าหลับในขึ้นมาได้ง่าย แต่จากประสบการณ์ในการขับรถบรรทุกของผมพบว่า การขับรถในขณะที่อากาศร้อนอบอ้าวแต่มีกระแสลมพัดเข้ามาปะทะใบหน้าหรือร่างกาย จะทำให้เกิดอาการหลับในได้ง่ายกว่าและหลับลึกกว่า จนส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุหลายต่อหลายครั้ง

ต่างจากรถยนต์ในทุกวันนี้ที่หาได้น้อยคันมากที่จะไม่มีเครื่องปรับอากาศหรือแอร์คอนดิชั่นติดมาให้ ดังนั้นไม่ว่าอากาศภายนอกรถจะร้อนหรือเย็นเพียงใด รถยนต์ที่วิ่งอยู่บนท้องถนนในประเทศไทยเกือบทุกคันล้วนเปิดให้เครื่องปรับอากาศทำงานตลอดเวลาด้วยกันทั้งสิ้น โดยที่ผู้ขับรถยนต์น้อยรายนักที่จะรู้จักวิธีการใช้เครื่องปรับอากาศประจำรถให้เกิดประโยชน์และไม่เกิดโทษต่อทั้งตนเองและรถยนต์

หากท่านมีความจำเป็นต้องจอดรถยนต์ทิ้งไว้กลางแดดเปรี้ยงเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง แนะนำให้ท่านหาวิธีที่จะเปิดช่องสำหรับระบายความร้อนออกจากตัวรถเสียบ้าง เช่น หากจอดรถอยู่ในที่ปลอดภัยต่อการโจรกรรม ก็ให้แง้มกระจกหน้าต่างลงเล็กน้อย หรือหากต้องจอดอยู่ในที่ซึ่งไม่สามารถรับรองความปลอดภัยจากการโจรกรรมได้ ก็ให้เปิดช่องรับลมภายนอกเอาไว้ เพื่อให้เป็นช่องทางสำหรับระบายอากาศร้อนออกจากห้องโดยสาร

หรือหากไม่สามารถหาช่องสำหรับระบายอากาศร้อนจากภายในรถได้ เมื่อท่านกลับมาขึ้นรถเพื่อเดินทางต่อไป ให้ท่านเปิดประตูรถทิ้งไว้ชั่วขณะประมาณสัก 1 หรือ 2 นาทีก่อนจะก้าวเข้าไปนั่งในห้องโดยสาร หรือจะเร่งการระบายอากาศร้อนด้วยการเปิดประตูโบกไปมาเพื่อขับไล่ลมร้อนออกจากรถก่อนก็จะช่วยได้มากยิ่งขึ้น

เมื่อเข้าไปนั่งในรถแล้วให้เปิดกระจกหน้าต่างทุกบานก่อนทำการสตาร์ทเครื่องยนต์ หลังจากนั้นจึงนำรถเคลื่อนที่ไปโดยที่กระจกหน้าต่างทุกบานยังเปิดคาอยู่ เพื่อให้กระแสลมจากภายนอกไหลเข้ามาแทนที่อากาศร้อนในห้องโดยสาร เวลาผ่านไปสัก 3-5 นาทีจึงเปิดเครื่องปรับอากาศให้ทำงานขึ้นมา พร้อมทั้งทำการปิดกระจกหน้าต่างคู่หน้า โดยยังคงเปิดกระจกหน้าต่างคู่หลังทิ้งไว้อีกสัก 2-3 นาทีแล้วจึงค่อยปิดตามมา

ในขณะที่อากาศภายนอกรถร้อนจัดเช่นในฤดูร้อนอย่างนี้ จงหลีกเลี่ยงการเปิดเครื่องปรับอากาศให้อุณหภูมิเย็นมากเกินไป พยายามรักษาช่องว่างระหว่างอุณหภูมิภายนอกและภายในอย่าให้แตกต่างกันมาก เพราะนอกจากจะทำให้อุปกรณ์ภายในรถไม่เสียหายจากการหดตัวและขยายตัวที่มีอุณหภูมิเป็นตัวกำหนดแล้ว ยังช่วยลดอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของคนที่ต้องขึ้นๆลงๆรถอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย

เมื่อใกล้จะถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องลงจากรถให้ทำการปิดแอร์หรือเพิ่มอุณหภูมิในห้องโดยสารให้สูงขึ้นจนใกล้เคียงกับอุณหภูมิภายนอก เพื่อให้ร่างกายของเราทำการค่อยๆปรับตัวให้เข้ากับอุณหภูมิภายนอกได้เมื่อต้องลงจากรถ

สำหรับรถยนต์ที่มีหลังคาเปิดได้แบบซันรูฟ ควรทำการเปิดปิดหลังคาบ้างอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งในช่วงอากาศร้อนจัด เพื่อป้องกันยางขอบหลังคาถูกความร้อนทำให้ละลายจนเหนียวและเกิดการฉีกขาด เช่นเดียวกันกับบานประตูทุกบานรวมถึงฝากระโปรงท้ายรถด้วย ควรเปิดปิดบ่อยๆเพื่อให้ยางขอบประตูได้ขยับตัว ป้องกันการเหนียวละลายเพราะความร้อนจนติดกันและเกิดความเสียหาย

คนส่วนใหญ่มักจะเร่งความเย็นของเครื่องปรับอากาศเมื่ออุณหภูมิภายนอกร้อนจัด ทั้งที่ในความเป็นจริงควรปรับอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่ร่างกายไม่รู้สึกร้อนเกินไปเท่านั้น เพื่อป้องกันความเสียหายของตัวรถ และการเจ็บไข้ได้ป่วยของคนที่อยู่ในรถ รวมถึงป้องกันการหลับในขณะขับรถได้เป็นอย่างดีอีกด้วยครับ