ประท้วงการเมืองทำไทยยอดขายรถยนต์ร่วง

ประท้วงการเมืองทำไทยยอดขายรถยนต์ร่วง

ปี 2557 ยอดขายรถยนต์ในไทยน่าจะร่วงลงราว 19% มาอยู่ที่ 1.08 ล้านคัน ผลจากความวุ่นวายทางการเมืองและการปิดโครงการรถคันแรก

ภาวะชะงักงันทางการเมืองไทย ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์จากค่ายผู้ผลิตต่างชาติร่วงลง และบั่นทอนความน่าสนใจของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตรถยนต์รายใหญ่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัลรายงานว่า ค่ายรถยนต์ต่างวชาติอย่างน้อย 6 ราย รวมถึง เจนเนอรัล มอเตอร์ส โค (จีเอ็ม) ฟอร์ด มอเอร์ โค และโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ต่างออกมาเตือนถึงผลกระทบต่อยอดขาย จากเหตุความวุ่นวายทางการเมืองไทย ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว

ผู้ผลิตรถบรรทุกอย่าง ฮีโน่ มอเตอร์ส ได้ลดปริมาณการผลิตในไทยลงมา ขณะที่ โตโยต้า บริษัทแม่ของฮีโน่ ระบุว่า อาจจะมีการทบทวนถึงการลงทุน ที่อาจมีมูลค่าสูงสุดถึง 20,000 ล้านบาท เพื่อขยายความสามารถทางการผลิตในประเทศ

รายงานระบุว่า ภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมือง ทำให้ไทยต้องรับมือกับการท่องเที่ยวที่ลดลง และการลดใช้จ่ายของผู้บริโภคไปแล้ว สถานการณ์ที่ทำให้บรรดานักเศรษฐศาสตร์กังวลว่า อาจทำให้ผลผลิตเศรษฐกิจในปีนี้ดิ่งลงไปเหลือเพียง 3% จากระดับ 6.5% เมื่อปี 2555

ผลกระทบที่ขยายวงกว้างไปถึงอุตสาหกรรมรถยนต์ท้องถิ่นนั้น จะยิ่งสร้างความเสียหายให้กับประเทศ ในช่วงเวลาที่ต้องเร่งสร้างความแข็งแกร่งรับมือกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ในการแย่งชิงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ท่ามกลางแผนการสร้างกลุ่มเศรษฐกิจระดับภูมิภาคขึ้นในปีหน้า

"ไทยต้องการเป็นดีทรอยต์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่จะทำเช่นนั้น ก็ต้องมีการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามามากกว่านี้ แต่เมื่อพิจารณาจากความวุ่นวายทางการเมืองในขณะนี้ ก็ไม่มีทางที่ไทยจะทำได้" นายเฟรด กิบสัน นักเศรษฐศาสตร์ จากมูดี้ส์ อะนาไลติคส์ บริษัทด้านการวิจัยเศรษฐกิจ กล่าว

ทางด้านนายสตีฟ วิลฟอร์ด ผู้อำนวยการด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยงโลก จากบริษัทที่ปรึกษา "คอนโทรล ริสก์" ระบุว่า บริษัทต่างชาติราว 6 ราย ที่เขาร่วมงานด้วยนั้น ไล่ตั้งแต่โรงเรียนนานาชาติ ไปจนถึงบริษัทผลิตรถยนต์ ต่างชะลอการเข้าลงทุนในไทย เพราะปัญหาทางการเมือง โดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่สุดในไทย มีการชะลอการลงทุนมากที่สุด

"ผู้คนพากันคิดว่า บรรดาบริษัทต่างชาติ อาจจะนั่งมองสถานการณ์เฉยๆ โดยไม่มีปฏิกิริยาอะไรเหมือนกับทุกครั้ง แต่นักลงทุนเหล่านี้ใกล้จะหมดความอดทนแล้ว" นายวิลฟอร์ด ระบุ

ก่อนหน้านี้ นายมาซาฮิโระ โมโร กรรมการผู้จัดการมาสด้า มอเตอร์ คอร์ป เคยเตือนว่า อันตรายจากปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อของไทย อยู่ตรงที่ว่า นักลงทุนอาจสูญเสียความไว้วางใจที่มีต่อรัฐบาลไป

นักวิเคราะห์มองด้วยว่า หากปัญหาทางการเมืองไทย ยืดเยื้อไปตลอดทั้งปีนี้ ก็อาจสร้างความเสียหายให้กับเป้าหมายของไทย ที่จะผลิตรถยนต์เพิ่มให้ถึง 3 ล้านคัน ภายในปี 2560 ส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะรักษาตำแหน่งศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอาไว้ให้ได้

"แต่เดิมนั้น มีการตั้งสมมติฐานว่า เมื่อมีการกำหนดเป้าการผลิตไว้แล้ว ก็จะทำให้มีเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาเป็นจำนวนมากขึ้น แต่ในขณะนี้ การจะทำให้ได้ตามเป้าดังกล่าว กลายเป็นเรื่องยากขึ้นอย่างมาก" นายกิบสัน จากมูดี้ส์ อะนาไลติคส์ กล่าว

ไอเอชเอส บริษัทด้านการวิจัย ประเมินว่า ในปี 2557 ยอดขายรถยนต์ในไทยน่าจะร่วงลงราว 19% มาอยู่ที่ 1.08 ล้านคัน ผลจากความวุ่นวายทางการเมือง และการปิดโครงการรถคันแรกของรัฐบาล ขณะที่ยอดการผลิตน่าจะลดลงราว 8% มาอยู่ที่ 2.2 ล้านคัน

ทั้งนี้ ไทยถือเป็นฐานการผลิตรถยนต์ใหญ่สุดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และใหญ่สุดเป็นอันดับ 9 ของโลก โดยราวครึ่งหนึ่งของรถยนต์ที่ผลิตได้ จำหน่ายอยู่ภายในประเทศ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีค่ายรถยนต์ต่างชาติรายใดที่ปิดโรงงานในประเทศไทย โดยฮอนด้า มอเตอร์ โค ระบุว่า กำลังเดินหน้าก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 3 ในไทย และจะเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 420,000 คัน ต่อปี จากจำนวน 300,000 คันในปัจจุบัน ขณะที่มาสด้าก็ยืนยันว่า กำลังเดินหน้าตามแผนเพื่อเปิดโรงงานแห่งใหม่ในปี 2558

ขณะที่นายมาซาฮิโร ฟูกูดะ ผู้จัดการจากโฟริน บริษัทด้านการวิจัย มองว่า นอกจากปัญหาการเมืองแล้ว ค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มขึ้น ยังทำให้ค่ายรถยนต์ต่างประเทศ พิจารณาหาการลงทุนใหม่ ในประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า อย่าง เวียดนาม และลาว

นักวิเคราะห์ ชี้ว่า อินโดนีเซียเองก็กำลังกลายเป็นแหล่งลงทุนที่มีความน่าสนใจมากขึ้นในสายตาค่ายรถยนต์ต่างชาติ แม้ว่า รถยนต์ที่ผลิตในประเทศนี้ส่วนใหญ่จะนำมาขายในประเทศ มากกว่าการส่งออก ขณะที่การใช้มาตรการจูงใจด้านภาษีของมาเลเซีย สำหรับผู้ผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน ก็อาจดึงดูดเม็ดเงินลงทุนบางส่วนมาจากไทยได้