เรื่องของพัดลม

เรื่องของพัดลม

ปัจจุบันนี้รถยนต์เกือบทั้งหมดเลือกใช้วิธีการระบายความร้อนให้เครื่องยนต์ด้วยน้ำ ต่างจากในอดีตที่มีผู้ผลิตรถยนต์จำนวนหนึ่งเลือกใช้วิธีการ

ระบายความร้อนด้วยอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ที่ผลิตและมีตลาดหลักอยู่ในประเทศแถบหนาวที่เรารู้จักมักเป็นรถเยอรมันส่วนใหญ่ เช่น โฟล์คสวาเกน, พอร์เช่ ซึ่งหากสังเกตดีๆจะพบว่าเป็นรถยนต์ที่มีการวางห้องเผาไหม้เป็นแบบแนวนอน (Boxer) เกือบทั้งสิ้น

แต่หลังจากที่โลกนี้เริ่มเข้มงวดกับมลภาวะที่เกิดจากการทำงานของเครื่องยนต์มากขึ้น การระบายความร้อนด้วยอากาศแบบที่ โฟล์คสวาเกน และ พอร์เช่ ใช้ ทำให้ไม่สามารถผ่านข้อกำหนดอันเข้มงวดเรื่องไอเสียและมลภาวะทางเสียงได้ ผู้ผลิตทั้ง 2 รายจึงหันมาใช้ระบบการระบายความร้อนด้วยน้ำเช่นผู้ผลิตรายอื่นๆ

ระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์ด้วยน้ำ ยังแบ่งออกไปได้ 2 ลักษณะด้วยกัน คือ อย่างแรกเป็นระบบระบายความร้อนด้วยน้ำแบบเปิด อย่างที่ 2 เป็นระบบระบายความร้อนด้วยน้ำแบบปิด ผู้ผลิตส่วนใหญ่ในโลกนี้เลือกใช้วิธีการระบายความร้อนด้วยน้ำแบบปิด แต่ผู้ผลิตรถยนต์ที่ต้องใช้รถทำงานในพื้นที่หนาวจัดเลือกใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำแบบเปิด

ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำแบบเปิดจะไม่มีหม้อน้ำเหมือนรถยนต์ที่เราเห็นชินตาในทุกวันนี้ ในขณะที่อยู่ใต้สภาวะอากาศหนาวเย็นจัดมาก จะใช้วิธีการระบายความร้อนด้วยอากาศตามปรกติ แต่เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นหรือเมื่อถึงฤดูร้อนของภูมิประเทศเขตหนาวจัด จึงจัดหาภาชนะสำหรับบรรจุน้ำไปตั้งไว้ยังส่วนสูงสุดของตัวรถ แล้วต่อท่อให้น้ำไหลผ่านตามแนวท่อน้ำสำหรับระบายความร้อน น้ำจะไหลผ่านและนองลงพื้นถนนไปเรื่อยๆ น้ำหมดจากภาชนะก็หาเติมใหม่ หรือหากเห็นว่าอุณหภูมิลดลงแล้ว ก็วิ่งต่อไปโดยใช้อากาศที่ไหลผ่านเป็นตัวระบายความร้อนแทน

ส่วนระบบระบายความร้อนด้วยน้ำแบบปิด คือแบบเดียวกับที่เราเห็นในรถยนต์ทั่วไปทุกวันนี้ ซึ่งจะต้องมีหม้อน้ำ, ปั๊มน้ำ, และพัดลมหม้อน้ำ โดยปั๊มน้ำจะทำหน้าที่ผลักดันให้น้ำในระบบ ไหลหมุนวนอยู่ตลอดเวลาที่ถูกกำหนดให้ทำงาน และต้องไหลผ่านบริเวณรังผึ้งของหม้อน้ำ เพื่อให้ลมที่พัดผ่านเข้ามาขณะรถวิ่ง เป็นตัวช่วยระบายความร้อนอีกทางหนึ่ง โดยมีพัดลมหม้อน้ำทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์หลักในการระบายความร้อนออกจากน้ำ ก่อนที่น้ำจะไหลวนหมุนกลับเข้าไปดูดเอาความร้อนจากผนังเสื้อสูบ ออกมาระบายความร้อนทิ้งอีกครั้งหนึ่ง

รถยนต์สมัยแรกๆ จะใช้กำลังจากเครื่องยนต์ทำหน้าที่ขับเคลื่อนพัดลมหม้อน้ำ โดยมีพูลเล่ย์ที่หน้าเครื่องและพูลเล่ย์ที่แกนพัดลมทำหน้าที่ประสานกัน มีสายพานเป็นตัวเชื่อมถ่ายทอดกำลังจากพูลเล่ย์ทั้งคู่ สายพานเส้นดังกล่าวนี้จึงมีชื่อเรียกเฉพาะว่า “สายพานปั๊มน้ำ” ซึ่งในห้องเครื่องยนต์ของรถยนต์ยุคเก่าจะมีสายพานอยู่ด้วยกันหลายเส้น เช่น สายพานปั๊มน้ำ หรือบางครั้งถูกเรียกว่า สายพานพัดลม, สายพานไดชาร์จ, สายพานแอร์ ฯลฯ เป็นต้น ต่อมาจึงมีการออกแบบให้ใช้สายพานเส้นเดียวทอดตัวผ่านพูลเล่ย์ทุกตัวเพื่อทำการขับเคลื่อน ภายใต้แนวคิดของการลดต้นทุน, ลดน้ำหนัก, ลดค่าบำรุงรักษา ฯลฯ

หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาด้วยการหันมาใช้ระบบพัดลมไฟฟ้าขึ้นมา โดยมีการติดตั้งอุปกรณ์สั่งงานเอาไว้เพื่อกำหนดให้พัดลมทำงานขึ้นมา เมื่ออุปกรณ์ดังกล่าวอ่านพบว่าความร้อนของน้ำในระบบ มีอุณหภูมิสูงถึงขีดที่กำหนด และจะสั่งการให้พัดลมหยุดทำงานเมื่อพบว่าอุณหภูมิของน้ำลดลง จนเย็นอยู่ในระดับที่ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากพัดลม เพื่อไปทำการระบายความร้อนที่น้ำอีกแล้ว

ซึ่งการทำงานของพัดลมระบายความร้อนหม้อน้ำในลักษณะนี้เอง ทำให้ผู้ใช้รถยนต์ที่ไม่เข้าใจหลักการมักจะสงสัยหรือบางคนกลับไม่ชอบ ด้วยว่าบางครั้งผู้ขับรถเห็นว่าเครื่องยนต์ทำงานแล้ว แต่ทำไมพัดลมของตนเองยังไม่ยอมหมุนขึ้นมาอีก จึงเกิดความกลัวว่าเครื่องยนต์ของตนเองจะร้อนจัดจนเกิดอาการโอเวอร์ฮีท จึงนำรถไปให้ช่างดัดแปลงให้พัดลมทำงานตลอดเวลาที่เครื่องยนต์ติดขึ้นมา

หรือบางคนก็เกิดความงุนงงว่าทำไมเมื่อดับเครื่องยนต์ไปแล้ว พัดลมยังทำงานขึ้นมาอีกหรือบางครั้งพัดลมหยุดทำงานไปแล้ว และตนเองก็ดับเครื่องยนต์ไปแล้วแถมถอดสวิทช์กุญแจแล้ว แต่ยังมีเสียงพัดลมทำงานติดๆ ดับๆ อยู่อีก ก็คิดว่าระบบพัดลมของตนเองเสียหายไปแล้วก็มี ทั้งที่เป็นเรื่องปรกติด้วยว่าพัดลมทำงานตามอุณหภูมิที่ถูกปรับตั้งเอาไว้ตามที่อธิบายมาข้างต้น

ดังนั้นแม้ว่าท่านจะขับรถไปถึงจุดหมายปลายทางแล้ว และดับเครื่องยนต์พร้อมทั้งดึงกุญแจออกแล้วก็ตาม หากท่านต้องเปิดฝากระโปรงเพื่อทำการตรวจดูเครื่องยนต์ของท่าน ให้ระวังการทำงานของพัดลมที่อาจจะติดหมุนขึ้นมาได้ตลอดเวลา สิ่งที่ต้องกังวลมากที่สุดคือ เน็คไท, ผ้าพันคอ, มือที่แหย่เข้าไปใกล้กับพัดลม ฯลฯ เป็นต้น

ทางที่ดีที่สุดคือควรทำการตรวจสอบหรือซ่อมบำรุง หลังจากที่ดับเครื่องยนต์ลงไปแล้วไม่น้อยกว่า 30 นาที ยกเว้นแต่ท่านเป็นช่างผู้ชำนาญการเท่านั้นครับ