'นิสสัน จู๊ค' ส่วนผสม 'สนุก-สบาย'

'นิสสัน จู๊ค' ส่วนผสม 'สนุก-สบาย'

ช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา นิสสันบอกว่ารถตัวใหม่ล่าสุด "จู๊ค" ที่เปิดตัวปลายปีที่แล้วมียอดจองสะสมแล้วกว่า 5,000 คัน

ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สวยงามในยามที่ตลาดรถยนต์อยู่ในช่วงถดถอยอย่างต่อเนื่อง

ความคิดเห็นส่วนตัว ผมว่าการที่จู๊คประสบความสำเร็จมาจากหลายองค์ประกอบ ทั้งตัวสินค้าเอง ที่ดูเหมือนว่าทางการออกแบบจะถูกอกถูกใจหลายคน นอกจากนี้ยังเป็นมาจากทิศทางที่รถในกลุ่มเอสยูวีขนาดเล็ก หรือว่า ครอสโอเวอร์ ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ด้วยความสามารถในการใช้งานที่หลากหลาย เป็นรถที่ให้ทั้งความสะดวกสบายไม่ต่างจากรถเก๋ง แต่ทำได้มากกว่าในส่วนของความสามารถรองรับกับสภาพถนนในบ้านเรา หรือปัญหาน้ำท่วมขัง

และอีกส่วนหนึ่งก็คือ ผู้บริโภครู้จัก จู๊ค อยู่แล้ว เพราะก่อนหน้านี้มีผู้นำเข้ารายย่อยทำตลาด ราคาต่ำกว่า 2 ล้านไม่เท่าไร และเมื่อนิสสันตัดสินใจทำตลาดเอง ด้วยราคาที่ซื้อได้ 2 คัน เมื่อเทียบกับราคาของเกรย์ ทำให้การตอบรับดี แม้ว่าถ้ามองกันในเวทีโลกแล้ว จู๊ค มีอายุไม่น้อยแล้ว

แต่ก็กลายเป็นผลดีอยู่อย่าง เพราะว่าช่วงนี้การตอบรับดีเกินคาด เนื่องจากนิสสันตั้งเป้าทั้งปี 1 หมื่นคัน แต่ตอนนี้มียอดแล้วครึ่งหนึ่ง ดังนั้นก็คงจะต้องเร่งเพิ่มการผลิตเพื่อส่งมอบให้ได้เร็วที่สุด เพราะตลาดเมืองไทยนั้น ต่อให้ชอบขนาดไหน ถ้ารอนานๆ นี่เปลี่ยนใจเอาได้ง่ายๆ เหมือนกัน

ส่วนที่ผมบอกว่าเป็นข้อดี ก็คือ จู๊ค ซึ่งผลิตที่โรงงานในอินโดนีเซีย ซึ่งทำตลาดมาพักใหญ่แล้วเช่นกัน ดังนั้นความร้อนแรงไม่มากนัก จึงง่ายต่อการโยกโควต้ามาผลิตเพื่อส่งเข้าตลาดเมืองไทย

จู๊ค เปิดตัว 2 รุ่นย่อย คือ 1.6E ราคา 8.19 แสนบาท และ 1.6V ราคา 8.58 แสนบาท

จู๊ค เป็นรถที่ออกแบบได้มีเอกลักษณ์ และก็ให้ความสำคัญกับแนวคิดในการออกแบบเต็มที่ วิศวกรลากเส้นปากกามาอย่างไร ก็ลากต่อไปให้สุด เพื่อให้ได้รูปทรงที่ต้องการ ดังนั้นใครที่ตัวค่อนข้างสูงบอกว่านั่งเบาะหลังแล้วรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย ก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ เพราะรูปทรงของหลังคาที่ลาดลง ซึ่งนอกจากทำให้หลังคาเตี้ยลงแล้ว ยังทำให้กระจกหน้าต่างด้านหลังมีลักษณะแคบ แต่อย่างไรคำตอบอยู่ที่ตัวทุกคนครับ ก่อนซื้อไปลองนั่งดูก่อน ยกไปทั้งบ้าน มีกี่คนไปให้หมด ดูสิว่าชอบไหม

นอกจากการเล่นกับเส้นสายแล้ว จู๊ค ยังมีมัดกล้าม ซึ่งช่วยให้รถเล็กคันนี้ดูบึกบึนขึ้นมาก

ภายในห้องโดยสาร มีลูกเล่นไม่น้อย คอนโซลเกียร์ คอนโซลกลาง เป็นโลหะเปลือย สีแดงในรุ่น V และสีเงินในรุ่น E ล้อไปกับสีแผงข้างประตู และด้ายเย็บเบาะ ซึ่งวันที่ผมทดสอบได้รุ่น V มา ก็เห็นว่าดูแปลกตา มีเสน่ห์ไปอีกแบบ แต่ถ้าขั้นตอนการผสมสี หากหยดสีดำลงไปสักหยอดสองหยด เบรกสีแดงลงสักนิด ก็น่าจะดี

และไม่ว่าสีภายนอกจะเป็นสีอะไร แต่ว่าภายในมีเฉพาะเงินกับแดงเท่านั้นครับ
อุปกรณ์อื่นๆ ดูประณีตใน เบาะนั่งมีรายละเอียด ช่วยทำให้ดูมีมูลค่าเพิ่มขึ้นการจัดวางชุดควบคุมอุปกรณ์ต่างๆที่คอนโซลหน้า แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มชุดเจน คือด้านคนขับ กับตรงกลาง

อุปกรณ์ของจู๊คนั้นมาพร้อมกับลูกเล่นหลายอย่าง ซึ่งถือว่าเหมาะกับบุคลิกของรถ เช่น จอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว กับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เชื่อมต่อไว-ไฟ ได้ และถอดออกไปเล่นนอกรถเหมือนแทบเล็ตตัวหนึ่งได้ แต่ต้องหาเพาเวอร์แบงก์มาเชื่อมตัวเพราะไม่มีแบตเตอรี่ในตัว

อาเข้าจริง ผมว่าน้อยคนที่จะถอดไปเล่น แต่การทำให้ถอดได้ ก็ทำให้ดูว่ารถมีลูกเล่นเพิ่มขึ้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจครับ
ลูกเล่นของจู๊คอีกสิ่งหนึ่งคือ อุปกรณ์ควบคุมระบบปรับอากาศกับควบคุมระบบการขับขี่ใช้ชุดเดียวกัน ปุ่มหมุนก็ปุ่มเดียวกัน เพียงแต่กดปุ่มเล็กๆ 2 ปุ่ม ว่าจะควบคุมอะไร ระหว่าง CLIMATE กับ D-MODE

อุปกรณ์มาตรฐานใส่มาเต็มที่ ทั้งด้านความบันเทิง ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ซึ่งมีมาครบทั้งเบรกเอบีเอส ระบบกระจายแรงเบรก หรือ EBD เสริมแรงเบรก หรือ BA ถุงลมด้านหน้า กล้องมองหลังที่ให้ภาพชัดเจน

ผมขับ จู๊ค 1.6V เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว 116 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 154 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที เกียร์ XRONIC CVT ซึ่งทั้งเครื่องยนต์และเกียร์เป็นตัวเดียวกับซิลฟี ติดตั้งยางขนาด 215/55 R17 ไปสวนผึ้ง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ไม่ไกลนัก ไป-กลับ วันเดียวสบายๆ และมีเส้นทางที่หลากหลายให้ได้ลอง ทั้งถนนใหญ่อย่างเพชรเกษม และเส้นทางเล็กๆ 2 เลนสวนทาง มีโค้งมีเนินให้ได้ลองสมรรถนะ

เครื่องยนต์ตอบสนองได้ดี ช่วงออกตัวอาจจะดูเหมือนไม่ร้อนแรงนักตามรูปแบบของเกียร์ซีวีที แต่หลังจากนั้นก็เรียกว่าทำงานได้ดี มีความคล่องตัว ไม่ว่าจะเป็นช่วงการขับขี่ในกรุงเทพที่ต้องซอกแซกไปมา หรือว่าเร่งแซง หรือจะเติมขึ้นไปสัก 140-150 กม./ชม. ก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับจู๊ค

โหมดการขับมี 3 โหมดคือ ธรรมดา อีโค และสปอร์ต ซึ่งโหมดสปอร์ตจะไปควบคุมลิ้นปีกผีเสื้อ เพิ่มรอบเกียร์ และน้ำหนักพวงมาลัย ทำให้รถกระฉับกระเฉง มีแรงกระชากกระชั้นเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

แต่ผมกลับชอบอารมณ์ของโหมด ธรรมดา มากกว่า ดูลงตัว ไปแบบนิ่งๆ แต่ก็พร้อมตอบสนองเมื่อต้องการกำลัง
ช่วงล่างออกแบบมาได้ดีกว่าที่คิดไว้ครับ คือ ให้ทั้งการดูดซับแรงสั่นสะเทือนทำให้นั่งสบาย ขณะที่เมื่อต้องขับในเส้นทางโค้งก็มั่นใจได้ว่าเอาอยู่ แม้การโยนของตัวถังจะมีบ้าง แต่อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ใช้ความเร็วได้เล่นกับโค้งได้สนุกพอตัว

การขับขี่ตลอดเส้นทาง กับความเร็วพอควร เส้นทางทั้งทางราบ ทางเขา อัตราเฉลี่ยสิ้นเปลือง 12.1 กม./ชม. เป็นตัวเลขที่ผมพอใจครับ