ฮุนไดเวโลสเตอร์โมบิสเสริมหล่อเพิ่มอารมณ์

ฮุนไดเวโลสเตอร์โมบิสเสริมหล่อเพิ่มอารมณ์

ฮุนไดนำเวโลสเตอร์(Veloster)เข้ามาทดสอบตลาดตั้งแต่ปลายปี2555ซึ่งครั้งนั้นมีเสียงตอบรับที่ดี

โดยเฉพาะในเรื่องของการออกแบบรถที่แตกต่าง มีบุคลิกชัดเจน และมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร อย่างน้อยการมี 3 ประตู ที่มีขนาดไม่เท่ากันสักบานเดียว แต่ว่าฮุนไดนั้นจำกัดความว่าเป็น 2+1 ประตู

หลังจากนั้น มี.ค. ปีที่แล้ว ฮุนไดก็เปิดตลาดทันที โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือตลาดพรีเมียม กับราคาค่าตัว 1.299 ล้านบาท ในรุ่นธรรมดา และ1.739 ล้านบาท สำหรับรุ่นเทอร์โบ

ปัจจุบันฮุนไดมีรถทำตลาดอยู่ 3 กลุ่มหลักๆ คือ รถยนต์นั่ง ซึ่งมี เอลันทรา กับค่าตัว 8-99 แสนบาท-1.19 ล้านบาท กับ โซนาต้าที่มี 2 รุ่นย่อย ราคา 1.55-1.87 ล้านบาท รถตู้ เอช 1 รถขายดี และเป็นตัวขายหลัก กับค่าตัวน่าคบหา 1.09-1.59 ล้านบาท ตามาด้วย สตาร์เร็กซ์ หรือเอช 1 เวอร์ชั่นหรู ราคา 1.87-1.92 ล้านบาท เอสยูวี ทูซอน ราคา 1.39-1.89 ล้านบาท และ เวโลสเตอร์ เป็นน้องใหม่ล่าสุด

ฮุนไดกับตลาดในบ้านเรา ตัวหลักที่ประสบความสำเร็จสูงก็คือ เอช 1 ส่วน รุ่นอื่นๆ มีตลาดเฉพาะกลุ่ม ยอดขายไม่มากนัก แต่ก็จะสังเกตเห็นได้ว่าฮุนไดพยายามที่จะนำเสนอสินค้าให้หลากหลาย เพื่อเป็นการสื่อสารถึงลูกค้าว่า ฮุนได มีอะไรบ้าง ทั้งตัวสินค้า หรือว่าเทคโนโลยี รวมไปถึงชี้ให้เห็นถึงการประสบความสำเร็จในหลายๆด้านของฮุนไดในหลายๆ ตลาด ทั้งในประเทศเอง ยุโรป หรือว่าสหรัฐ อเมริกา

สำหรับเวโลสเตอร์เป็นเวโลสเตอร์ที่โดดเด่นด้านการออกแบบ และในตลาดต่างประเทศมีเป้าหมายที่จะสู้กับคู่แข่งอย่าง โฟล์คสวาเก้น กอล์ฟ จีทีไอ หรือ มินิ

ช่วงงานมหกรรมยานยนต์ปลายปีที่แล้ว ฮุนไดสร้างสีสันให้กับเวโลสเตอร์อีกครั้ง ด้วยการจับชุดแต่งโมบิส ใส่เข้าไป ซึ่งก็ทำให้รถที่มีรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยวอยู่แล้ว บวกกับสีเหลืองที่เหลืองจริงๆ ยิ่งทำให้มันโดดเด่นอย่างมาก

ชุดแต่งประกอบไปด้วย สเกิร์ตหน้า-ข้าง-หลัง ปรับเปลี่ยนไฟหน้าใหม่ ไฟท้ายปรับมาใช้ไฟแอลอีดี ฝาครอบกระจกข้างเป็นคาร์บอน ไฟเบอร์ นอกจากนี้ก็ยังปรับเปลี่ยนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่ เช่น ช็อคแอบซอร์เบอร์และคอยล์สปริง ยางเพิ่มจากขนาด 17 นิ้ว เป็น 18 นิ้ว กับยางฮันคุก ขนาด 225/40 R18 บางเฉียบ

เวโลสเตอร์ มีรูปร่างหน้าตาสวยดีครับ เป็นรถที่ดึงดูดสายตาได้ทันทีที่เห็นมัน อย่างน้อยก็ต้องมอง จากนั้นจะชอบหรือไม่ชอบค่อยว่ากันอีกที แต่มุมมองของผมเห็นว่าสวยดีครับ ดูสปอร์ต ดุดัน กระจังหน้าขนาดใหญ่ ซุ้มล้อตีโป่งช่วยให้รถมีกล้ามเนื้อ กันชนหน้าออกแบบให้เกิดมิติมีส่วนเว้าส่วนโค้ง ส่วนกันชนท้ายมีส่วนที่เรียกว่า แบล็กเอาท์ ซึ่งทำให้มุมมองด้านหลังดูไม่แน่น เป็นแผ่นปื้นใหญ่ๆ ทำให้ดูสปอร์ตมากขึ้น

รูปทรงโดยรวมดูแล้วเป็นรถที่มีขนาดกะทัดรัด แต่ว่าภายในนั่งได้ค่อนข้างสบายสำหรับ 4 ที่นั่ง แม้หลังคาด้านหลังจะลาดต่ำลงมาห่างจากศีรษะไม่เท่าไรก็ตาม แต่หากรถกระโดดเนื่องจากตกหลุม ขึ้นแนวกั้น มีโอกาสที่ศีรษะจะกระแทกได้เช่นกัน จึงควรคาดเข็มขัดทุกครั้ง

ส่วนการออกแบบเบาะคนขับอยู่ในตำแหน่งที่ดี ปรับให้เข้ากับตัวได้ง่าย และครั้งเดียวจบ ไม่ต้องขับไปปรับไป จนถึงที่หมาย ก็ยังปรับไม่จบไม่สิ้น

ตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆอยู่ในตำแหน่งที่ใช้งานได้สะดวก ส่วนเรื่องของทัศนวิสัยนั้นทำได้ดีเกินคาดครับ ไม่รู้สึกอึดอัดในการขับขี่ สามารถมองเห็นได้ชัดเจน รอบคัน จะมีบดบังอยู่บ้างก็คือ เสาเอ ที่มีขนาดใหญ่เอาการ

เครื่องยนต์ยังเป็นตัวเดิม รุ่นไม่มีเทอร์โบ DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว D-CVVT ให้กำลังสูงสุด 130 แรงม้าที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 157 นิวตันเมตรที่ 4,850 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบซีเควนเชียลชิฟท์ เปลี่ยนเกียร์ด้วยตนเอง

กำลังเครื่องยนต์ตอบสนองในระดับที่ใช้ได้ครับ อาจจะไม่ร้อนแรงช่วงออกตัว แต่ก็เล่นได้สนุก เมื่อรถเคลื่อนที่ไปแล้ว และหากต้องการกำลังแบบรวดเร็ว การกดคันเร่งแบบคิกดาวน์ ก็เรียกกำลังมาได้น่าพอใจ และการเรียกความเร็วระดับ 150-160 กม./ชม. ไม่ใช่เรื่องยาก

ผมเคยขับเวโลสเตอร์ช่วง ส.ค.ปีที่แล้ว เส้นทาง กรุงเทพ-เสียมราฐ กัมพูชา ซึ่งก็พอใจในภาพรวมของการขับขี่ รวมถึงช่วงล่างที่รองรับการขับขี่แบบเร่งรีบ ไม่ว่าจะเป็นช่วงทางตรง หรือทางโค้งก็ตาม แต่ครั้งนี้มีการปรับเปลี่ยนระบบช่วงล่างบางส่วน รวมถึงยาง เห็นได้ชัดถึงการเปลี่ยนแปลงครับ ว่ารถนิ่งขึ้นมาก ตัวดั้งเดิมซึ่งเกาะถนนดี แต่ก็มีการให้ตัวของตัวถังอยู่บ้าง แต่รุ่นแต่งพิเศษอารมณ์ของความเป็นโรดสเตอร์เด่นชัดขึ้น ช่วยให้ขับสนุกขึ้นมาก

ความกระด้างมีเพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าเซ็ทมาได้ดี คือไม่ถึงขั้นกระด้างจนรำคาญ พวงมาลัยน้ำหนักดี แม่นยำ ช่วยให้ควบคุมรถได้ง่าย ทั้งช่วงความเร็วต่ำ และความเร็วสูง ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยผลักดันในเวโลสเตอร์เป็นรถที่เรียกว่าขับได้ทุกวันแบบสบายๆ คือจะขับไปทำงานก็คล่องตัว ขับไปเที่ยวก็สนุกและไม่เมื่อย ไม่เครียดครับ