ปี 2556 ที่ผ่านมา มาสด้า สร้างยอดขายได้ 5.2 หมื่นคัน/ปี ลดลง 28% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ว่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดรวมที่ลดลง
แต่สัดส่วนการถดถอยของมาสด้านั้นมากกว่าตลาดรวมที่ติดลบ 7.7%
สุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี รองประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย จำกัด บอกว่าตัวเลขดังกล่าวถือว่าน่าพอใจในภาวะที่ตลาดหดตัว และสถานการณ์ของมาสด้าอยู่ในภาวะประคองตัว เนื่องจากไม่มีรถใหม่ทำตลาด อีกทั้งรถที่ขายก็มีอายุอยู่ในช่วงปลายถึง 2 รุ่น คือ มาสด้า 3 และมาสด้า 2 จึงเห็นได้ว่าแนวทางที่มาสด้าใช้ คือ แคมเปญที่ค่อนข้างดุเดือด โดยเฉพาะมาสด้า 3 ที่จะถึงเวลาเปลี่ยนรุ่นก่อน คือ มี.ค.นี้ ด้วยมูลค่ารวม 1.7 แสนบาท
ส่วนมาสด้า 2 รถในตลาดซับคอมแพคท์ที่ปีที่ผ่านมามีการแข่งขันสูง เนื่องจากมีคู่แข่งจำนวนมาก และกำลังซื้อยังคงได้รับผลกระทบจากโครงการรถคันแรก ทำให้ต้องเล่นเกมแคมเปญเช่นกัน แต่ปัจจุบันเมื่อตลาดเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ งบการตลาดสำหรับมาสด้า 2 จึงกลับมาอยู่ในภาวะปกติเช่นกัน คือ ประมาณ 4 หมื่นบาท และคาดว่าจะสามารถบริหารจัดการการทำตลาดได้ดี จนถึงเวลาของรุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวช่วงไตรมาสที่ 4
อย่างไรก็ตามช่วงงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ ที่จะเริ่มต้นช่วงปลายมี.ค.มาสด้าจะเปิดตัวรุ่นพิเศษ คือ มาสด้า 2 เรซซิ่ง ซีรีส์ 3 เพื่อสร้างความเคลื่อนไหวให้กับตลาด ซึ่งได้ผลดีมากับซีรีส์ 1 และ 2 ก่อนหน้านี้
ลดแคมเปญ สร้างจุดขายเทคโนโลยี
สุรีทิพย์กล่าวว่า แนวทางการทำตลาดปีนี้ของตลาดรถยนต์โดยรวม รวมถึงมาสด้า จะเปลี่ยนแปลงไปจากปีที่ผ่านมา นั่นคือความร้อนแรงของแคมเปญจะลดลง เนื่องจากหลายค่ายบริหารสต็อกที่เคยล้นจากโครงการรถคันแรกได้เข้าที่เข้าทาง อีกทั้งรถหลายๆ รุ่นที่ต้องพึ่งแคมเปญมากๆ คือ รถที่มีอายุในตลาดเยอะๆ ก็ระบายออกไปได้จำนวนมาก
และที่สำคัญคือ มองว่าการใช้แคมเปญเป็นตัวนำตลาด มีแต่ทำให้เจ็บตัวด้วยกันทั้งสิ้น เพราะมีค่าใช้จ่ายมาก กำไรน้อย จึงไม่สามารถยืนระยะยาวๆได้
ซึ่งผลพวงของแคมเปญที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ก็คือการเปลี่ยนใจเลือกยี่ห้อรถของลูกค้าเกิดขึ้นมาก ไม่ได้สะท้อนความต้องการที่แท้จริง
"ช่วงแรกคนมาดูรถเพราะความชอบในตัวรถ แต่สักพัก ก็เริ่มไขว้เขวกับแคมเปญ"
สิ่งที่ผู้บริหารมาสด้าเชื่อว่าแนวทางการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ ก็คือ ทุกค่ายจะพยายามชูจุดเด่นเฉพาะตัวขึ้นมา จะเป็นส่วนใดก็ตามที่เห็นว่าสามารถสร้างความแตกต่าง และดึงดูดผู้บริโภคได้ และในส่วนของมาสด้าจะเน้นเรื่องของเทคโนโลยี เนื่องจากปีนี้จะเป็นปีที่มีรถ สกาย แอคทีฟ ทำตลาดถึง 3 รุ่น เริ่มจาก ซีเอ็กซ์-5 ที่เปิดตัวช่วงปลายปีที่แล้ว ตามด้วย มาสด้า 3 และมาสด้า 2
"ตอนนี้ผู้บริโภคเข้าใจในเทคโนโลยีนี้แล้ว เห็นได้จากการตอบรับของซีเอ็กซ์-5 ดังนั้นจะเป็นเรื่องง่ายต่อการสื่อสารในตัวมาสด้า 3 และมาสด้า 2 ที่จะเปิดตัวตามมา และสกายแอคทีฟ จะเป็นอาวุธสำคัญ เพราะคู่แข่งไม่มีเทคโนโลยีนี้"
สำหรับ ซีเอ็กซ์-5 ผลิตในโรงงานมาเลเซีย มีกำลังการผลิตปีละ 2 หมื่นคัน โดยประเทศไทยได้โควตาเดือนละ 1,000 คัน อย่างไรก็ตามความต้องการที่สูงกว่าคาดหมาย ทำให้ต้องยื่นเรื่องขอให้เพิ่มการผลิตสำหรับประเทศไทยเป็น 1,500 คันไปเมื่อเร็วๆนี้
เร่งเปิดตัวยกระดับภาพลักษณ์
สุรีทิพย์กล่าวว่าปีนี้นอกจากจะเป็นปีที่มาสด้ามีสินค้าค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว ยังมีจุดเปลี่ยนอย่างหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปิดตัวในไทยเร็วขึ้นหลังจากรถรุ่นนั้นๆ เปิดตัวในตลาดโลก โดยมีการเจรจากับบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นแล้วว่าต้องไม่เกิน 6 เดือน จากที่ก่อนหน้านี้รถรุ่นล่าสุดคือ ซีเอ็กซ์-5 เปิดตัวตามหลังตลาดโลก 1 ปี ซึ่งทำให้เกิดคำถามจากผู้บริโภคจำนวนมาก และในส่วนของมาสด้า 3 ไทย จะเป็นประเทศที่ 3 ที่เปิดตัว ต่อจาก ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย
"เราคุยกับบริษัทแม่แล้วและชี้ให้เห็นว่าช่วงห่างของเวลาในการเปิดตัวนั้น ถ้านานเกินไป จะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ แต่หากว่าไม่ทันจริงๆ ก็จะต้องเป็นรุ่นไมเนอร์เชนจ์ไปเลย ไม่ใช่เอาตัวเดิมมาขาย"
นอกจากการขยับตัวเร็วขึ้นในด้านตัวสินค้า ปีนี้ มาสด้ายังมีแผนที่จะเพิ่มความสำคัญของกิจกรรมที่รับผิดชอบต่อสังคม (ซีเอสอาร์) มากขึ้น เพราะเชื่อว่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจที่สำคัญ และสร้างความยั่งยืนในไทย รวมไปถึงจะเน้นพัฒนาศักยภาพตัวแทนจำหน่ายในด้านต่างๆ รวมถึงการบริการหลังการขาย และเพิ่มจำนวนให้มากขึ้นจาก 140 แห่ง เป็น 163 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดนี้จะผลักดันให้มาสด้ามียอดขายที่เติบโต 10% จากปีที่ผ่านมา สวนทางกับตลาดรวมที่ส่วนใหญ่เชื่อว่าจะถดถอยจาก 1.33 ล้านคัน เหลือ 1.13-1.2 ล้านคัน





