ปีนี้อากาศหนาวเย็นและกินเวลาหลายวัน และที่สำคัญคือครอบคลุมช่วงเทศกาลปีใหม่ จึงทำให้นักท่องเที่ยวมีความสุขกันทั่วหน้า
ปีนี้อากาศหนาวเย็นเป็นพิเศษ และกินเวลาหลายวัน และที่สำคัญคือครอบคลุมช่วงเทศกาลปีใหม่ จึงทำให้นักท่องเที่ยวมีความสุขกันทั่วหน้า ได้เที่ยวในที่เย็นสบาย แต่หลายคนก็เลือกที่จะอยู่กับที่ไม่ไปไหน เช่น อยู่กรุงเทพที่นานๆ ท้องถนนจะโล่งจนน่าขับรถเที่ยวสักครั้ง และยังได้ไอหนาวไม่ต่างจากต่างจังหวัดเช่นกัน
ผมเองปีนี้ก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะไปไหน เพราะคาดการณ์ว่าปัญหาจราจรคงจะเอาเรื่องทีเดียว เพราะก่อนหน้านี้มีโอกาสเดินทางออกต่างจังหวัดอยู่เนืองๆ ก็เห็นได้ชัดว่าปริมาณรถหนาแน่นมากทั้งที่ไม่ใช่ช่วงเทศกาลแต่อย่างใด
แต่พอใกล้ถึงวันหยุด พรรคพวกในวงการชวนไปทำกิจกรรมเพื่อสังคม นำผ้าห่มหลายร้อยผืนไปมอบให้ ตชด.บ้านแม่โกนเกน ที่พบพระ ตาก ซึ่งยังขาดแคลน และไม่เฉพาะเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่ชาวบ้านชายแดนในพื้นที่ลาดตระเวนก็ขาดแคลนเช่นกัน
ผมเลยตัดสินใจร่วมขบวนพร้อมจัดหาผ้าห่มไปสมทบอีก 1 กล่องใหญ่ รุ่นพี่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยฝากไปอีก 1 กล่อง ทีนี้ก็ต้องหารถสิครับ ลำพังรถเก๋งคอมแพคท์ของตัวเอง ก็คงต้องแกะเอาเฉพาะผ้าห่มใส่เข้าไป และที่สำคัญต้องไปคนเดียวเพราะไม่เหลือที่ให้ใครนั่ง
ช่วงนั้นบางค่ายรถก็เริ่มจะหยุดงานกันแล้ว แต่จังหวะดี มิตซูบิชิ บอกว่ามีปาเจโร สปอร์ต เครื่องยนต์ ดีเซลอยู่ 1 คัน ก็เลยได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ครับ
ปาเจโร สปอร์ต ซึ่งเป็นรถ 7 ที่นั่ง แต่เบาะพลังพับได้แบบแบนราบ เรียกว่าราบสนิทครับ ช่วยเพิ่มความสะดวกในการบรรทุกสิ่งของ มีความจุไม่น้อย จัดการจับลังผ้าห่ม 2 กล่องใหญ่ยัดเข้าไป จากนั้นตามด้วยกระเป๋าเดินทาง และสัมภาระอีกส่วนหนึ่ง เบ็ดเสร็จแล้วเมื่อมานั่งในตำแหน่งคนขับ กระจกมองหลังไร้ประโยชน์ไปโดยปริยาย ถูกบังจนมิด
แต่ก็ไม่มีปัญหาในการขับขี่ครับ กระจกมองข้างก็ใช้ได้ และเมื่อถอยหลังก็มีกล้องที่ถ่ายทอดภาพซึ่งคมชัดมาผ่านมอนิเตอร์4 เพิ่มความสะดวกได้มาก ซึ่งเมื่อมันทำงานแล้วจะตัดระบบเครื่องเสียงโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ขับมีสมาธิมากขึ้น
แต่เมื่อดูดีวีดีภาพคมชัด ผมตินิดหนึ่งว่าจริงๆ แล้วเมื่อรถเคลื่อนที่น่าจะตัดภาพเหลือแต่เสียง เพื่อไม่ให้ผู้ขับวอกแวก ส่วนใครที่อยากดูภาพด้วย ให้ไปนั่งเบาะหลังดูจากจอใหญ่กว่าที่ห้อยไว้บนเพดานหลังคา
ปาเจโร่สปอร์ต นั้นมี 3 เครื่องยนต์คือ ดีเซล 2.5 ลิตร กับ เบนซิน 2.4 และ 3.0 ลิตร ส่วนคันที่จะพาไปปีนดอยครั้งนี้เป็นรุ่นดีเซล ขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งระบบการเลือกระบบขับเคลื่อนจะ 2H 4H หรือ 4L ใช้แบบคันเกียร์เลื่อนด้วยตัวเอง แต่ว่าตลอดการเดินทางครั้งนี้จากกรุงเทพหนีรถติดเข้าสุพรรณ ชัยนาท ก่อนไปร่วมติดกับชาวบ้านที่พหลโยธินยาวไปจนถึงทางเข้าแม่สอด ก่อนจะข้ามเขาข้ามดอยไปจนถึงพบพระ ใช้แต่ 2H ครับ ซึ่งก็เพียงพอแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการปีนไต่ หรือการยึดเกาะถนนตามเส้นทางที่คดโค้งไปมาบนเขา ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นที่สำคัญในเส้นทางอย่างนี้ ปาเจโร สปอร์ต สามารถทำความเร็วได้ดี ชดเชยกับการเสียเวลาบนพหลโยธินได้ไม่น้อย
เครื่องยนต์DI-D ไฮเปอร์คอมมอนเรล 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว วีจี เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 178 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800-3,500 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ INVECS II พร้อม สปอร์ตโทรนิค ซึ่งได้ใช้จริงในเส้นทางช่วงเข้าแม่สอดช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการใช้งานได้มาก ทั้งจังหวะที่ต้องเร่งแซง หรือใช้เอนจิ้นเบรกช่วงลงเนิน
ผมเคยขับปาเจโร สปอร์ตมาแล้ว แต่คราวนี้ขับแบบบรรทุกทั้งคนและสัมภาระเต็มพิกัด ก็ไม่ได้รู้สึกว่าอืด อุ้ยอ้าย ขาดความคล่องตัวแต่อย่างใด ยังคงรักษาความเป็นรถพีพีวีที่ให้อารมณ์สปอร์ต ขับสนุก ควบคุมง่าย และที่สำคัญสำหรับครั้งนี้ คือนำพาไออุ่นไปฝากผู้ที่ขาดแคลนครับ





