เริ่มต้นปี 57 อย่างค่อนข้างเงียบเหงา สำหรับภาคธุรกิจต่างๆ รวมถึงรถยนต์ ส่วนหนึ่งคงรอดูท่าทีความชัดเจนของสถานการณ์การเมือง
เริ่มต้นปี 2557 อย่างค่อนข้างเงียบเหงา สำหรับภาคธุรกิจต่างๆ รวมถึงรถยนต์ ส่วนหนึ่งคงรอดูท่าทีความชัดเจนของสถานการณ์การเมืองก่อนว่าจะเป็นไปในทิศทางใด อีกทั้งเห็นว่า การจัดกิจกรรมในช่วงนี้ ผู้คนก็คงไม่มีสมาธิกับการจับจ่ายใช้สอยเท่าที่ควร
สำหรับตลาดรถยนต์นั้น ส่วนใหญ่มองตรงกันว่ายอดขายจะลดลงจากปีที่แล้ว อยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านคัน แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยรอบด้าน รวมถึงผลพวงจากโครงการรถคันแรกที่ลากยาวกว่าหลายคนคาดการณ์ไปมาก
ส่วนปีนี้ค่ายรถมองว่า อะไรคือปัจจัยเสี่ยงสำหรับตลาด
จับตาเศรษฐกิจจีน ภัยธรรมชาติ
แม้ว่าการเมืองจะเป็นสิ่งที่หลายคน ในหลายกลุ่มธุรกิจพูดถึง แต่มุมมองของผู้กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ฮิโรชิ นาคางาวะ กลับเห็นว่านั่นไม่ใช่ปัจจัยเสี่ยงหลักที่จะให้ความสำคัญ เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในประเทศต่างๆ
ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่จะต้องจับตามี 2 เรื่องหลัก คือ ภาวะเศรษฐกิจของจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่มีผลต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงมีผลกระทบกับภาคการส่งออกไทยที่มีมูลค่าการค้าขายกับจีนแต่ละปีจำนวนมาก หากส่งออกกระทบ ก็จะมีผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศได้ และอีกสิ่งหนึ่งก็คือภัยธรรมชาติขนาดใหญ่ ที่ไม่สามารถระบุได้ว่า จะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่จะเห็นได้ว่าทุกครั้งที่เกิดขึ้น ก็ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก และส่งผลถึงเมืองไทยในที่สุด
"ภัยธรรมชาตินั้นมีผลกระทบที่รุนแรง รุนแรงกว่าความผันผวนของค่าเงิน ส่วนปัญหาทางการเมืองเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นทั่วโลก และเมื่อเกิดขึ้นก็จะต้องมีวันจบลงไป" นายนาคางาวะกล่าว
สอดคล้องกับกุสตาโว โคลอซซี รองประธานฝ่ายขาย การตลาดและการบริการ ประจำประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เห็นว่า การเมือง เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ทั่วโลก ซึ่งในแง่ของการทำธุรกิจจะต้องให้ความสำคัญ หรือ พุ่งไปที่ความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก ว่าเป็นอย่างไร ต้องการอะไร เพื่อที่จะนำเสนอสินค้าและบริการได้ตรงกับความต้องการ
"การทำธุรกิจต้องมองที่ลูกค้าเป็นหลัก ถ้ามองที่การเมือง ก็ทำอะไรไม่ได้ และเรื่องของการเมืองเมื่อเกิดขึ้น ก็ต้องมีวันจบลง"
แต่สิ่งที่จะต้องติดตามดูว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมก็คือ ทิศทางเศรษฐกิจ และราคาสินค้าทั่วโลก เนื่องจากมีหลายรายการที่ราคาลดลง ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้ และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง
ส่วนในไทย เช่น ราคาสินค้าพืชผลการเกษตร หากลดลง จะกระทบกับตลาดเช่นรถปิกอัพ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของไทย
สร้างสมดุลในประเทศ/ส่งออก
ขณะที่วิเชียร เอมประเสริฐสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เห็นว่า ปัจจัยเสี่ยงในปีนี้ก็คือ ภาวะเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ขณะที่ไทยมีการส่งออกสินค้าเกินกว่า 50% ดังนั้นหากหลายประเทศเศรษฐกิจไม่ดีก็จะส่งผลกระทบได้เช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
ในส่วนของโตโยต้า จึงต้องบริหารความเสี่ยงในส่วนนี้ ด้วยการสร้างสมดุลระหว่าง การขายในประเทศ กับต่างประเทศให้อยู่ในสัดส่วนที่เท่าๆกันคือ 50% ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ง่ายหากว่าตลาดใดตลาดหนึ่งได้รับผลกระทบ ก็สามารถเพิ่มอีกตลาดหนึ่งชดเชยได้
สุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี รองประธานกรรมการฝ่ายการตลาด บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงที่จะต้องจับตาในปีนี้คือ ภาวะเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาชะลอตัวในหลายประเทศ ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อ
และหากเศรษฐกิจในประเทศไม่ดี ก็จะส่งผลต่อเนื่องต่อการจ้างงาน และรายได้ของผู้บริโภค ซึ่งมีผลโดยตรงต่อกำลังซื้อในตลาดรถยนต์
ทั้งนี้หากเศรษฐกิจไม่ดีจะทำให้เกิดภาวะการแข่งขันคล้ายกับปีที่ผ่านมา คือค่ายรถเน้นการจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย ซึ่งทำให้มีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นมาก และเป็นแนวทางการทำตลาดที่ไม่สามารถนำมาใช้ได้นาน
"ปีที่ผ่านมา ค่ายรถมีแคมเปญที่รุนแรง เพราะความจำเป็นที่จะต้องระบายสต็อก และกระตุ้นการขายในช่วงที่ตลาดหดตัว แต่คิดว่าปีนี้จะต้องลดน้อยลง"
พิทักษ์ พฤทธิสาริกร รองประธานอาวุโส บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สิ่งที่บริษัทกังวลในปีนี้ มี 2 เรื่องหลักคือ ทิศทางเศรษฐกิจ และปัญหาการเมือง เนื่องจากยังไม่รู้ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด และมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม เห็นว่าปัญหาการเมืองเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่ถ้าหากไม่มีความรุนแรง ก็เชื่อว่าจะสามารถรับมือได้





