โตโยต้าเผยยอดขายอีโคคาร์เกินเป้า

โตโยต้าเผยยอดขายอีโคคาร์เกินเป้า

โตโยต้าเผยยอดอีโค คาร์ ยาริส เกินเป้า เปิดตัวไม่ถึงเดือนกวาดยอดจอง 8,000 คัน ด้านภาพรวมตลาดอีโค คาร์ 9 เดือน ยอดขายรวม 1.36 แสนคัน

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดตัวรถอีโค คาร์ เมื่อ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา เป็นรุ่นสุดท้ายของค่ายรถที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในโครงการอีโค คาร์ เฟสแรก โดยตั้งเป้าการขายเดือนละ 4,000 คัน

นายสุวัฒน์ แสงฉายอำไพ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดรถยนต์นั่ง บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า ยาริสได้รับการตอบรับที่เกินความคาดหมาย ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว และตลาดรถยนต์โดยรวมอยู่ในช่วงของการถดถอย โดยพบว่าในช่วงสัปดาห์แรกหลังการเปิดตัว ยาริส สามารถสร้างยอดจองได้ถึง 4,800 คัน สูงกว่าเป้าการขายรายเดือนที่บริษัทตั้งไว้ และหลังจากนั้นพบว่ามียอดจองรายวันเฉลี่ยมากกว่า 200 คัน ทำให้ยอดจองสะสมในระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือน เป็นการบ่งบอกว่ากำลังซื้อลูกค้ายังมีอยู่

ทั้งนี้ ยาริสเปิดตัวรวม 4 รุ่นย่อย คือ 1.2 จี เกียร์อัตโนมัติ ซูเปอร์ ซีวีที ราคา 5.99 แสนบาท 1.2 อี เกียร์อัตโนมัติ ราคา 5.49 แสนบาท 1.2 เจ เกียร์อัตโนมัติ 5.19 แสนบาท และ 1.2 เจ อีโค เกียร์อัตโนมัติ 4.69 แสนบาท และพบว่าที่ผ่านมา ลูกค้านิยมตัวท็อปคือ 1.2 จี สูงสุด คิดเป็นสัดส่วน 50% ของยอดขายทั้งหมด

หวังยาริสดันยอดขายทวงแชมป์

สำหรับยาริส โตโยต้า คาดหวังว่า จะเป็นสินค้าสำคัญในการผลักดันยอดขายในปี 2557 เพื่อทวงตำแหน่งผู้นำตลาดรถยนต์นั่งที่เคยครองอย่างเหนียวแน่นมาหลายปี แต่ปีนี้นายเคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ออกมายอมรับว่าจะเสียตำแหน่งให้กับคู่แข่งสำคัญคือฮอนด้า โดยยอดขายช่วง ม.ค.-ก.ย.ที่ผ่านมา โตโยต้ามียอดขายในตลาดรถยนต์นั่ง 1.4 แสนคัน ส่วนแบ่งตลาด 28% ตามหลังฮอนด้า ที่ทำได้ 1.59 แสนคัน ส่วนแบ่งตลาด 32%

โดยโตโยต้าให้เหตุผลว่าเป็นเพราะที่ผ่านมา เสียเปรียบเรื่องความหลากหลายในตัวสินค้า โดยเฉพาะการไม่มีอีโค คาร์ ซึ่งเป็นรถที่ยังคงได้รับความนิยม เนื่องจากมีโครงสร้างราคาที่ต่ำที่สุด สนองตอบความต้องการของลูกค้าที่มีความจำเป็นจะต้องใช้รถ แต่ไม่ต้องการจ่ายเงินซื้อรถที่สูงเกินไป

ส่วนแผนการในอนาคตสำหรับ ยาริส โตโยต้า จะศึกษาความต้องการของตลาด เพื่อดูว่าจะปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมอะไรหรือไม่ เช่น ระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน บลูทูธ ที่กำลังได้รับความนิยมขณะนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายในอนาคต

อีโคคาร์9เดือนยอดขาย1.36แสนคัน

ขณะที่ตลาดรถอีโค คาร์ โดยรวมอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยช่วง ม.ค.-ก.ย.มียอดขายรวม 136,715 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 39% สูงกว่าการเติบโตโดยเฉลี่ยของตลาดรถยนต์โดยรวมที่ขยายตัว 3.5% และสูงกว่าตลาดรถยนต์กลุ่มอื่น เช่น บี-เซ็กเมนท์ (เช่น ฮอนด้า ซิตี้) ที่เติบโต 5% ซี-เซ็กเมนท์ (เช่น โตโยต้า อัลติส) ที่ติดลบ 6% และดี-เซ็กเมนท์ (เช่น เทียน่า) ที่เติบโต 0.09%

โดยนิสสันยังคงครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด 35% แต่มียอดขายที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว เนื่องจากเป็นค่ายแรกที่เปิดตัวอีโค คาร์ ดังนั้นความสดใหม่ในปีนี้จึงเสียเปรียบคู่แข่ง โดยรถที่สร้างยอดขายที่ดี คือ อัลเมร่า รถ 4 ประตู เนื่องจากตลาดเมืองไทยนิยมรถแบบ 4 ประตู มากกว่า แฮทช์แบค

ขณะที่มิตซูบิชิมีส่วนแบ่งตลาด 25% และมีการขยายตัวที่โดดเด่น โดยเฉพาะหลังการเปิดตัวแอททราจ 4 ประตู มาเสริมมิราจรถในรูปแบบแฮทช์แบค ส่วนซูซูกิ ซึ่งทำตลาดเฉพาะรุ่นแฮทช์แบค ก็ยังสามารถรักษาตลาดได้อย่างเหนียวแน่น มีส่วนแบ่งตลาด 20% ฮอนด้า ส่วนแบ่ง 17% แต่ก็มีการเติบโตที่ชัดเจน หลังการเปิดตัว บริโอ้ อเมซ เวอร์ชั่น 4 ประตู

คาดอีโคคาร์ขยับขึ้น 20%

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ผู้นำตลาดอีโค คาร์ แบบ 5 ประตู กล่าวว่า ว่า ยอดขายของอีโค คาร์เติบโต ถ้าคิดเป็นสัดส่วนการเติบโต อีโค คาร์จะขยายตัวมากกว่าเก๋งอื่นๆ เพราะปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง ทำให้คนที่จำเป็นต้องใช้รถจริงๆ จำต้องซื้อรถแต่ต้องพยายามประหยัดงบ ในขณะที่ตัวเลขการขายของผู้นำตลาด แม้จะไม่มากอย่างที่คิดแต่การเริ่มส่งมอบได้ในเดือนมกราคมปีหน้าก็จะทำให้ยอดขาย อีโค คาร์ ขยายตัวได้ สำหรับการคาดการณ์ตลาดรถยนต์รวม ภาวการณ์จำหน่ายในปีหน้าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยยอดขายรวมจะอยู่ที่ 1-1.1 ล้านคัน

สัดส่วนของอีโค คาร์อาจจะขยับสูงขึ้นจากเดิมในปีนี้อยู่ที่ 20%ของยอดขายเก๋งโดยรวม

ส่วนความคืบหน้าโครงการอีโคคาร์เฟสสอง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ เรียกผู้ประกอบการไปหารือเงื่อนไขโครงการ และเปิดให้เสนอตัวเข้าร่วมโครงการ โดยรายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับผู้เล่นรายใหม่ที่สนใจเข้ารับการส่งเสริมการลงทุนอีโค คาร์ เฟส 2 มีหลายรายแต่ที่โดดเด่นคือ ค่าย โฟล์คสวาเกน เนื่องจากสเปครถเข้าเงื่อนไขใหม่มากที่สุด ความเคลื่อนไหวของโฟล์คนั้น เมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา นายแมทเทียส กรูเบอ Head of Conformity of Production จาก บริษัท โฟล์คสวาเกน เยอรมนี พร้อมทีมงานได้เข้ามาพบภาครัฐบาลไทยเพื่อศึกษากระบวนการและขั้นตอนการทดสอบให้ผ่านการยอมรับ (homologation) เพื่อให้มีมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ยานยนต์ และโรงงานในไทย

คาดมี 5-6 รายร่วมโครงการอีโคคาร์

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า ฟอร์ดและมาสด้า ซึ่งมีโรงงานร่วมทุนในไทยและยังมีการผลิตรถยนต์ในไทย ได้ให้ความสนใจ ขอรับการส่งเสริมการลงทุนโครงการอีโค คาร์เฟส 2

สำหรับเงื่อนไข การส่งเสริมกิจการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล รุ่นที่ 2 (Eco car) เฟส 2 สามารถยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนตามโครงการ จนถึงวันที่ 31 มี.ค.2557 โดยกำหนดมูลค่าเงินลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 6,500 ล้านบาท และต้องลงทุนผลิตแบบครบวงจร ทั้งการประกอบรถยนต์ และการผลิตชิ้นส่วนและเครื่องยนต์มีปริมาณการผลิตไม่น้อยกว่า 1 แสน คัน/ปี นับตั้งแต่การผลิตปีที่ 4 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ยังกำหนดสเปคของเครื่องยนต์ตามมาตรฐานยูโร 5 ที่ให้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ไม่เกิน 100 กรัม/กิโลเมตร และมีอัตราการใช้น้ำมันไม่เกิน 4.3 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และหากเป็นเครื่องยนต์เบนซินต้องมีขนาดไม่เกิน 1,300 ซีซี ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลมีขนาดไม่เกิน 1,500 ซีซี โดยรัฐบาลคาดว่า จะมีผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ สนใจเข้าร่วมโครงการ 5 - 6 ราย และมีมูลค่าลงทุนราว 4 หมื่นล้านบาท โดยจะเริ่มลงทุนอีโคคาร์ เฟส 2 ได้ในต้นปี 2558

ขณะที่ผู้ประกอบการที่ลงทุนในอีโคคาร์ เฟส 1 ขยายการลงทุนได้ 3 ทาง คือ 1.ยื่นขอลงทุนอีโคคาร์เฟส 2 ภายใต้เงื่อนไขใหม่ แต่มูลค่าต่ำกว่าเงื่อนไข (เหลือเพียง 5,000 ล้านบาท) 2.ยื่นขอขยายลงทุนผลิตอีโคคาร์ เฟส 1 ภายใต้เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ลงทุนเดิม โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่ากับจำนวนปีที่เหลืออยู่ และ 3. สามารถยื่นขอขยายการผลิตทั้งอีโคคาร์ เฟส 1 และเพิ่มการผลิตอีโคคาร์ เฟส 2 โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่ากับจำนวนปีที่เหลืออยู่