อี 200 คาบริโอเลต์ คุมง่าย-ความคล่องตัวสูง

อี 200 คาบริโอเลต์ คุมง่าย-ความคล่องตัวสูง

ช่วงนี้รถหรูจะยังไปได้หรู ตัวเลขยอดขายสวยๆ กันแทบทุกค่าย โดยเฉพาะเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ตัวเลขที่ได้ล่าสุดคือ ก.ย.ที่ผ่านมา

ทำได้ทะลุหลักพันเป็นครั้งแรก เป็นประวัติศาสตร์ในการเข้ามาทำธุรกิจในไทยเลยทีเดียว และเมื่อรวมยอดขาย 9 เดือน ก็พบว่ามีอัตราการเติบโตสูงถึง 47% ในช่วงที่ตลาดรถยนต์โดยรวม แม้จะยังโต 3.4% แต่ก็มีสัญญาณถดถอยชัดเจนมาหลายเดือนติดต่อกัน

เจ้าของธุรกิจอาจจะไม่เดือดร้อน ผู้บริหารอาจจะไม่เดือดร้อน แต่มนุษย์เงินเดือนคงจะเดือดร้อน ในยุคที่ผู้บริหารบ้านเมืองเขาบอกว่า ข้าวของแพง เพราะคนเราคิดกันไปเอง หนี้ครัวเรือนที่เกิดขึ้น ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนโยบายรัฐ

แม้ว่าตลาดยังไปได้ด้วยดี แต่ค่ายรถก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย จะเห็นได้ว่าทั้งเมอร์เซเดส-เบนซ์ หรือว่าบีเอ็มดับเบิลยู ต่างก็มีกิจกรรมออกมาเรื่อยๆ วอลโว่อาจจะเงียบๆไปหน่อย แต่ว่าปลายสัปดาห์ที่แล้ว ก็มีการปรับปรุงรถแบบเหมาเข่ง แถมเปิดตัวรถใหม่อีก 1 รุ่น คือ วี 40 ครอสคันทรี และก็แถมด้วยการเตรียมปรับโฉมศูนย์บริการใหม่อีกด้วย

ในส่วนของเมอร์เซเดส-เบนซ์ สัปดาห์ที่ผ่านมามีกิจกรรมทดสอบ อี-คลาส แบบยกครัว คือมีรุ่นอะไรก็เอาออกมาให้ทดสอบ นับรวมแล้วได้ 5 รุ่น จาก 2 เครื่องยนต์ เป็นเครื่องยนต์ใหม่ คือ ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ 2,143 ซีซี 204 แรงม้า + 27 แรงม้า จากมอเตอร์ไฟฟ้า แรงบิด 500 นิวตันเมตรที่ 1,600-1,800 รอบ/นาที บวก 280 นิวตันเมตร จากมอเตอร์ไฟฟ้า ติดตั้งอยู่ในรุ่น อี 300 บลูเทค ไฮบริด ที่แตกออกเป็น 2 รุ่นย่อย คือ เอ็กเซ็กคิวทีฟ ราคา 3.69 ล้านบาท และเอเอ็มจี ไดนามิค 4.09 ล้านบาท

อีกเครื่องยนต์คือ เบนซิน แถวเรียง 1,991 ซีซี ที่ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร ที่ 1,200-4,000 รอบ/นาที ติดตั้งอยู่ในอี 200 เอ็กเซ็กคิวทีฟ ราคา 3.39 ล้านบาท อี 200 คูเป้ เอเอ็มจี ไดนามิค 3.79 ล้านบาท และอี 200 คาบริโอเลต์ เอเอ็มจี ไดนามิค ค่าตัว 3.99 ล้านบาท

ไหนๆ ก็ตัดรถออกมาหลายรุ่น เมอร์เซเดสเบนซ์ ประเทศไทย ก็เลยจัดทดสอบกันแบบยาวๆ ให้คุ้นมือกันไปเลย คือ กรุงเทพ-กระบี่ แบบรวดเดียว ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แม้บางคนจะแอบบอกแบบมิวสิควีดิโอ หรือ ละครน้ำเน่าว่า ดีเกินไป

เดินทางกันคันละ 2 คน แบบฟรีรัน คือต่างคนต่างไป ไปต้องจัดขบวนให้กดดัน เพราะแต่ละคนมีรูปแบบการขับที่แตกต่างกัน ความเร็วที่ใช้ก็ต่างกัน

จากจุดออกตัว สาทร ผมได้บลูเทค ไฮบริด แต่ว่าช่วงที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ นำรุ่นนี้เข้ามาใหม่ๆ ผมเป็นคนแรกที่ไปเอามาลองขับ และเขียนบททดสอบไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นจากกรุงเทพถึงทับสะแก ผมจึงขอเป็นผู้โดยสาร ดูว่าการนั่งเฉยๆ โดยไม่ได้ขับจะมีความรู้สึกอย่างไร

เงียบ นุ่ม นั่งสบายครับ

จากนั้นก็หาแลกรถ จนได้คาบริโอเลต์ รถเปิดประทุนหลังคาผ้าใบมาอยู่ในมือผมจึงย้ายไปนั่งหลังพวงมาลัย มุ่งหน้ายาวๆลงใต้ไปกระบี่

ตำแหน่งเบาะนั่งเปลี่ยนไป ได้อารมณ์สปอร์ตมากขึ้น เบาะที่โอบกระชับ ส่วนตำแหน่งการควบคุมอุปกรณ์อื่นๆ ไม่แตกต่างกัน ใช้งานง่าย สะดวก

เครื่องยนต์ตอบสนองดี ช่วงออกตัว หรือว่าเร่งแซงอาจจะไปถึงขั้นรวดเร็วนักตามความคาดหวังในการขับรถรูปแบบนี้ แต่อัตราเร่ง 0-100 ในระดับ 8.2 วินาที ก็เป็นสิ่งบ่งบอกว่ามันไม่ได้ช้า ส่วนความเร็วสูงสุด 235 กม./ชม. ผมยังหาจังหวะไปไม่ถึงจุดนั้น ทำได้ประมาณ 200

แต่ต้องยอมรับว่าเที่ยวนี้ใช้ความเร็วพอควร เพราะกลัวว่าโรงแรมจะเปิดเสียก่อนเมื่อตะวันตกดิน บ่อยครั้งที่เข็มความเร็วไปแตะที่ 160-180 ซึ่งที่ความเร็วนี้ ช่วงล่างเอาอยู่สบายๆ มั่นใจได้

ส่วนช่วงที่ต้องผ่านโค้งต่างๆ แน่นอนความเร็วลดลงบ้าง แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างเร็วจนรับรู้ได้ว่าตัวเราถูกแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ แต่ในเวลาเดียวกันอารมณ์ของยางที่สัมผัสอยู่กับถนนก็ส่งมาให้รู้ว่ามันเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แม้ว่าช่วงล่างไม่ได้ให้อารมณ์สปอร์ตเต็มที่ ยังมีอารมณ์ของความเป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ อยู่ นั่นคือ นุ่ม นั่งสบาย

การถ่ายทอดอาการของยางผมว่าทำได้ดีครับ คือ เมื่อเกาะก็รู้ว่าเกาะ และหากจะเริ่มมีการลื่นไถล มันก็บอกได้เร็วทำให้คนขับจัดการแก้ไขได้ทัน ซึ่งทำให้มันมีความคล่องตัวสูงทีเดียว การขับขี่ที่ต้องซอกแซกไปมาตลอดทาง ยืนยันได้เป็นอย่างดี

ส่วนหลังคาแบบอ่อนที่ใช้เวลาเปิด-ปิดประมาณ 20 วินาที เมื่อปิดแล้วก็เก็บเสียงได้ดี ความเร็ว 160-180 ยังคุยกันรู้เรื่อง ไม่ต้องตะเบ็งเสียง และเมื่อลองลดลงมาอยู่ในความเร็วปกติ 120-130 ไม่แตกต่างจากหลังคาแข็งครับ