จาก 2 เป็น 4 คุ้มค่าไหม ?

จาก 2 เป็น 4 คุ้มค่าไหม ?

ภาวะรถยนต์ล้นสต็อกทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนต่างต้องทำงานหนักมากกว่าปีที่ผ่านมาหลายเท่าตัว

ปี 2556 ที่กำลังก้าวขึ้นสู่สัปดาห์แรกของเดือนที่ 11 เป็นปีที่หนักหนาสาหัสหรือจะพูดว่า เป็นเวลาแห่งความทุกข์ของผู้คนที่อยู่ในแวดวงธุรกิจยานยนต์ก็ว่าได้ เพราะสถานการณ์รถยนต์ผลิตออกมามากกว่าความต้องการของตลาด หรือภาวะรถยนต์ล้นสต็อกทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน ทั้งฝ่ายผลิต, ฝ่ายขาย, ผู้แทนจำหน่าย, ผู้ผลิตชิ้นส่วน ต่างต้องทำงานหนักมากกว่าปีที่ผ่านมาหลายเท่าตัว

คนที่ครอบครองรถยนต์อยู่แล้วก็พยายามหาทางยืดอายุ หรือปรับปรุงสมรรถนะรถยนต์ของตนให้รับใช้ต่อไปได้อีกระยะหนึ่งก่อน เพื่อรอให้ฐานะทางการเงินดีขึ้นแล้วจึงค่อยคิดหาทางเปลี่ยน หรือซื้อรถยนต์คันใหม่มาใช้งานแทนคันเดิม คำถามเกี่ยวกับเรื่องของรถยนต์ที่มายังผมจึงมีแนวโน้มไปทางเดียวกันกับสถานการณ์ดังกล่าวมากขึ้น

ดังเช่นที่ คุณสุพจน์ ถามมาว่า “มีรถยนต์ปิกอัพเครื่องยนต์ดีเซลอยู่หนึ่งคัน เป็นรถแบบ 4 ประตูขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูง ซื้อมาตั้งแต่สภาพป้ายแดงออกจากห้างจนถึงวันนี้ 3 ปีแล้ว ระยะทางที่หน้าปัดใช้ไป 76,000 กม. แต่ตอนนี้มีธุระที่ต้องเดินทางเดินทางเข้าที่ทุรกันดาร และขึ้นเขาสูงชันอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง อยากจะเปลี่ยนไปใช้รถปิกอัพขับเคลื่อน 4 ล้อ

แต่คิดดูแล้วต้องขาดทุนจากการขายรถคันนี้มากเกินไป และจะต้องเป็นหนี้จากการซื้อรถคันใหม่อีกหลายปี จึงมีคนแนะนำว่าให้เอารถยนต์คันนี้ไปปรับแต่งเป็นรถยนต์ปิกอัพขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งสามารถทำได้ไม่ยากและมีค่าใช้จ่ายไม่แพง จึงขอถามว่าสามารถทำตามที่มีผู้แนะนำได้หรือไม่ และจะมีผลเสียหายตามมาอย่างไรบ้าง”

คำถามของ คุณสุพจน์ เป็นสิ่งที่เจ้าของรถปิกอัพหลายคนสงสัยเช่นกัน ก่อนอื่นก็ต้องดูก่อนว่าสภาพเส้นทางและลักษณะการใช้งาน มันลำบากหรือต้องไต่ทางลาดชันสูงหรือลำบากมากแค่ไหน เพราะสมรรถนะของรถยนต์ปิกอัพเครื่องยนต์ดีเซลในปัจจุบันนี้ แม้จะเป็นรถในรุ่นที่มีระบบขับเคลื่อน 2 ล้อเท่านั้นก็ตามแต่ก็สามารถขับผ่านอุปสรรคและสิ่งกีดขวางได้กว้างขวางมากขึ้น

ผมยังไม่เคยเจอถนนสาธารณะทั่วไปที่เป็นทางขึ้นภูเขาในประเทศไทยเส้นไหน สูงชันจนถึงขนาดที่รถปิกอัพดีเซลขับเคลื่อน 2 ล้อสมัยใหม่ขับขึ้นไม่ไหว ยกเว้นแต่ทางสาธารณะที่เป็นทางดินหรือทางลูกรังเล็กๆ ใช้สัญจรกันเฉพาะกลุ่มในพื้นที่ หรือยกเว้นเฉพาะบางสภาพภูมิอากาศเท่านั้น

แต่หากต้องการปรับปรุงสมรรถนะและประสิทธิภาพของรถจริงๆ ก็สามารถทำได้ไม่ยาก จะเริ่มต้นด้วยการปรับปรุงเพียงแค่การเพิ่มกำลังของเครื่องยนต์ก่อนก็ได้ เช่นเพิ่มกำลังของเครื่องยนต์ด้วยการปรุงแต่งระบบอัดอากาศใหม่ เช่นเปลี่ยนกรองอากาศ, ปรับแต่งกำลังอัดของเทอร์โบชาร์จเจอร์ รวมทั้งปรับปรุงระบบระบายไอเสียจากห้องเผาไหม้ให้ไหลสะดวกมากขึ้น เพียงเท่านี้ก็ทำให้เครื่องยนต์มีพละกำลังเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 10%

ถ้ายังไม่พอใจก็ปรับแต่งระบบการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ด้วยการปรับแรงดันน้ำมันให้มากขึ้น น้ำมันเชื้อเพลิงจะถูกฉีดเข้าไปในห้องเผาไหม้มากขึ้น ทำให้มีอัตราเร่งดีขึ้นหรือเท่ากับว่ารถยนต์มีกำลังมากขึ้นนั่นเอง หากปรับแต่งทั้งอากาศและน้ำมันแล้ว แต่ยังต้องการให้มีการถ่ายทอดกำลังลงสู่พื้นได้มากขึ้นไปอีกก็ปรับแต่งอัตราทดสุดท้ายก่อนลงสู่พื้นถนนอย่างง่ายๆ ด้วยการเปลี่ยนยางที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางมากขึ้น เพราะจะทำให้มีกำลังในการออกตัวและไต่ทางชันได้ดี แต่จะเสียความเร็วตีนปลายลงไปบ้าง หรือจะเปลี่ยนชุดเฟืองท้ายใหม่ก็จะช่วยเพิ่มแรงลากจูงได้เพิ่มขึ้น หรือจะหาเกียร์ชุดใหม่ที่มีอัตราทดเหมาะสมกับการใช้งานมาวางแทนเกียร์ชุดเดิมก็ทำได้

วิธีการง่ายๆ และใช้เงินน้อยอีกวิธีหนึ่งก็คือเปลี่ยนชุดเฟืองท้ายใหม่ ด้วยการหาชุดเฟืองท้ายที่มีระบบลิมิเต็ดสลิป ซึ่งปรกติใช้กับรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อมาใช้งานแทนเฟืองท้ายชุดเดิม ก็จะทำให้มีความสามารถในการลากจูงและไต่ทางชัน รวมถึงการใช้งานบนพื้นถนนที่ลื่นได้ดีขึ้น วิธีการนี้ทำได้ง่ายและเสียค่าใช้จ่ายน้อย ได้ผลดีสำหรับการต้องการเพิ่มสมรรถนะด้านการไต่ทางชัน หรือใช้งานบนถนนที่มีสภาพผิวทางลื่น และดัดแปลงรถน้อยกว่าการแต่งให้เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

แต่หากต้องการปรับแต่งให้เป็นขับเคลื่อน 4 ล้อจริงๆ ก็ยังทำได้ เพราะปัจจุบันนี้มีชุดขับเคลื่อน 4 ล้อวางจำหน่ายในตลาดอะไหล่ใช้แล้วมากมาย ด้วยว่าเจ้าของเดิมถอดออกเพราะคิดเอาเองว่า ทำให้อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงสูงเกินไป หาอู่ที่มีประสบการณ์ซึ่งมีอยู่มากมายให้ทำการปรับแต่งให้ ค่าใช้จ่ายหากไม่เปลี่ยนขนาดยางและไม่ทำอย่างอื่นเพิ่ม ไม่น่าจะเกิน 3 หมื่นบาทครับ

ออโต้คลินิค/พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ