ทุกวันนี้มีมิจฉาชีพจำนวนมากอาศัยความใจอ่อนของคนมาใช้เป็นเครื่องมือในการต้มตุ๋น หลอกล่อผู้อื่น
คนเราทุกวันนี้ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกันและกันมากขึ้น ก็เพราะมีมิจฉาชีพจำนวนมากที่อาศัยความใจอ่อนของคนมาใช้เป็นเครื่องมือในการต้มตุ๋นหลอกล่อผู้อื่น หลายครั้งที่มิจฉาชีพที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือเสียหายทั้งทรัพย์สินและร่างกายก็คือคนที่เป็นญาติ, เพื่อน,พี่น้อง หรือ ไม่เว้นแม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าที่มีผู้คนนับถือมากมาย ด้วยวิธีการต้มตุ๋นใช้กลโกงรูปแบบต่างกันออกไป
ความไม่ไว้วางใจกันและกันแสดงให้เห็นเด่นชัดมากขึ้นในทุกวงการ คนไข้ไปหาหมอเพื่อให้ทำการรักษาอาการเจ็บป่วย หมอรักษาครั้งเดียวหายขาดไม่ต้องไปอีก คนไข้ก็ระแวงด้วยการตั้งข้อสงสัยว่า หมอให้ยาตนเองแรงเกินไปจนอาจจะมีผลข้างเคียงด้านลบตามมาในภายภาคหน้าหรือเปล่า ส่วนคนไข้อีกคนหนึ่งไปหาหมอต่างคนกัน หมอให้ยากลับมากินแล้วก็นัดมาให้มาพบใหม่อีกสามสี่ครั้ง คนไข้ก็สงสัยว่าหมอคนนี้รักษาแบบที่เรียกกันว่า “เลี้ยงไข้” เอาไว้หรือเปล่า
ซึ่งก็คงไม่ต่างไปจากการซ่อมบำรุงรถยนต์ เพราะผู้ที่เป็นเจ้าของรถยนต์จำนวนไม่น้อยต่างก็หวาดระแวงว่า ช่างที่ตนนำรถไปรับบริการงานดูแลรักษาและซ่อมบำรุงนั้น กำลังหลอกลวงตนเองให้ต้องทำการมากเกินกว่าความจำเป็น ซึ่งหมายถึงต้องมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นกว่าเท่าที่ควรจะเป็นหรือไม่ จนเกิดข้อสงสัยกันขึ้นมาว่า แล้วจะรู้หรือเชื่อตามคำบอกเล่าของช่างได้ขนาดไหนเพียงใด
ซึ่งเรื่องความหวาดระแวงไม่ไว้วางใจกันดังที่ว่านั้น คงไม่มีใครช่วยให้หมดไปจากใจของคนที่เกิดความคิดหวาดระแวงขึ้นมาได้ นอกจากเจ้าตัวเองจะต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้มากที่สุด แล้วนำคำแนะนำที่ได้รับจากสื่อหรือผู้คนที่คิดว่าเชื่อถือได้มากลั่นกรองด้วยความรอบคอบก่อนจะนำไปเป็นเหตุผลประกอบการตัดสินใจ
ทั้งนี้นอกจากจะสอบถามข้อมูลหาความรู้ในภาคทฤษฎีแล้ว เจ้าของรถยนต์ก็ยังสามารถเรียนรู้จากการสังเกตอาการของรถยนต์ได้ด้วยตนเอง เพื่อนำไปเป็นองค์ประกอบในการตั้งคำถามต่อผู้รู้ทั้งหลาย และยังสามารถจดจำเอาคำตอบนั้น มาใช้เป็นเครื่องตัดสินใจด้วยตนเองในครั้งต่อๆไป หากมีกรณีหรืออาการที่เกิดขึ้นคล้ายคลึงกันด้วย
อาการที่เกิดขึ้นบางอย่างของรถยนต์จะใกล้เคียงกันมาก หากสังเกตจับอาการไม่ได้ช่างก็ไม่สามารถแก้ไขซ่อมแซมให้ดีได้ หรืออาจจะต้องค่อยๆ แก้ไขไล่ไปทีละจุดทีละจุด ไม่อย่างนั้นก็ต้องแก้ไขด้วยการรื้อเปลี่ยนชิ้นส่วนหลายชิ้นที่ต้องสงสัยทั้งหมด หรือซ่อมทุกจุดที่สงสัยว่าจะเป็นต้นเหตุ ซึ่งก็จะทำให้มีค่าซ่อมบำรุงที่สูงจนเจ้าของรถยนต์อาจจะระแวงว่ากำลังถูกต้มอยู่ก็ได้
ตัวอย่างเช่นเรื่องอาการเซส่ายไปมาของรถยนต์ขณะขับขี่ ถ้าเจ้าของรถรู้จักสังเกตให้ละเอียดสักหน่อยว่า อาการเซถลาแฉลบไปมานั้นเกิดขึ้นในขั้นตอนไหน เช่น เซแฉลบไปมาขณะที่วิ่งบนทางตรงถนนเรียบด้วยความเร็วสูง อย่างนี้ช่างก็พอจะเดาได้ว่าอาจจะเกิดจากลมยางที่ล้อหน้าอ่อน หรือไม่เท่ากันระหว่างล้อซ้ายและล้อขวา หรือมีชิ้นส่วนในระบบพวงมาลัยสึกหรอจนถึงขั้นหลวม
หรือหากรับรู้ได้ว่าการเซแฉลบไปซ้ายบ้างขวาบ้าง เกิดขึ้นขณะที่ขับรถผ่านถนนขรุขระทั้งความเร็วต่ำและความเร็วสูง หรือเกิดขึ้นในช่วงขับผ่านคอสะพานหรือผ่านเนินลูกระนาด อาการอย่างนี้บ่งบอกให้เรารู้ว่า ระบบคันชักคันส่งหรือช็อคแอบซอบเบอร์คู่หน้า หรือข้างใดข้างหนึ่งหรือที่เรียกรวมๆว่าช่วงล่างด้านหน้า น่าจะมีการชำรุดเกิดขึ้นต้องเร่งตรวจสอบโดยเร็ว
แต่หากว่าอาการเซแฉลบไปมาซ้ายขวา เกิดขึ้นในขณะที่เลี้ยวในมุมแคบ หรือเกิดขึ้นในช่วงที่ต้องเปลี่ยนเลนเร็วๆ ขณะขับด้วยความเร็วค่อนข้างสูง อาการอย่างนี้ฟันธงได้ว่าเป็นเพราะการออกแบบรถยนต์คันนั้นๆ ผู้ออกแบบระบบช่วงล่างต้องการให้ห้องโดยสารมีความนุ่มนวล มากกว่าที่จะต้องการให้เกิดความรู้สึกแบบสปอร์ตขณะใช้งาน
ซึ่งหากต้องการแก้ไขอาการดังกล่าวก็สามารถทำได้ ด้วยการปรับเซ็ทช่วงล่างให้มีความหนืดหรือที่เรียกกันว่าทำให้แข็งมากขึ้น โดยที่สามารถทำได้หลายวิธีตามกำลังเงินและความต้องการค่าความหนืดหรือแข็งที่เพิ่มขึ้น เช่น สูบลมยางให้แข็งขึ้นทั้ง 4 ล้อ, เปลี่ยนยางทั้ง 4 ล้อให้มีแก้มยางเตี้ยลง, เปลี่ยนช็อคแอบซอบเบอร์ให้มีค่าความหนืดมากขึ้น, เปลี่ยนสปริง, สตรัท ให้แข็งหรือมีค่า K สูงขึ้น หรือนำรถไปทำการปรับแต่งแบบที่เรียกว่า “โหลดเตี้ย” ก็ได้
เพราะฉะนั้นหากไม่ต้องการให้ตัวเอง “เป็นหมู” “ถูกฟัน” หรือ “ถูกช่างหลอก” หรือ “ถูกเลี้ยงไข้” เจ้าของรถก็ต้องศึกษาหาความรู้ และ / หรือ หัดสังเกตอาการของรถที่เกิดขึ้นอย่างถี่ถ้วน ซึ่งนอกจากจะเป็นการป้องกันตนเองจากเหตุการณ์ทั้งหลายแล้ว ยังจะช่วยให้ตนเองสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงและดูแลรักษารถได้มากอีกด้วยครับ





