วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จี้รัฐสร้างศูนย์ทดสอบยาง ลดขั้นตอน-เพิ่มโอกาส

ไทยได้ชื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ในอาเซียน

ขณะที่ภาครัฐก็ตั้งเป้าว่าในปี 2560 เราจะมีการผลิตรถยนต์ถึงระดับ 3 ล้านคัน/ปี จากปัจจุบันประมาณ 2.5 ล้านคัน อย่างไรก็ตามการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ มีสิ่งเกี่ยวข้องที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ ศูนย์ทดสอบ ที่ได้รับมาตรฐาน เพราะจะทำให้เกิดความรวดเร็วในการพัฒนา และง่ายต่อการส่งออก สามารถทำการทดสอบได้ภายในประเทศ ไม่ต้องเสียเวลาส่งไปทดสอบต่างประเทศเหมือนปัจจุบัน ทำให้กระบวนการกินเวลานาน

เรื่องของการสร้าง ศูนย์ทดสอบยานยนต์ ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นไม่ต่ำกว่า 10 ปี มูลค่าการลงทุนหลายพันล้านบาท สูงสุดคือ 8,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ เพราะยังไม่มีเจ้าภาพว่าจะเป็นใคร ภาครัฐแม้จะเคยมีความเห็นชอบว่าควรที่จะเกิดขึ้น แต่ก็เห็นว่าผู้ลงทุนควรจะเป็นเอกชน เพราะเป็นผู้ที่จะได้ผลประโยชน์ ขณะที่ภาคเอกชนก็มองอีกมุมหนึ่งว่า เป็นเรื่องยากที่จะลงขันกันสร้าง เพราะหากว่าลงเงินในจำนวนที่ไม่เท่ากัน สิทธิ์ในการใช้จะต้องจัดสรรอย่างไร ดังนั้นจึงเห็นว่ารัฐควรจะเป็นผู้สร้าง แล้วคิดค่าใช้บริการจากเอกชนเมื่อเข้าไปใช้บริการ

อย่างไรก็ตามท่าทีของรัฐในช่วงที่ผ่านมา แม้จะมีความคิดเห็นด้วย แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจน รวมถึงล่าสุดนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่บอกว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของไทย มีการจ้างงานกว่า 500,000 คน มีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม รัฐมีนโยบายให้การสนับสนุนทั้งด้านการให้สิทธิพิเศษในการลงทุน ด้านโครงสร้างภาษีสรรพสามิต การส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การพัฒนาคุณภาพแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ และการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ โดยเฉพาะฐานการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากลหรืออีโค่คาร์ และรถยนต์เชิงพาณิชย์ขนาด 1 ตัน หรือรถปิกอัพ

"และรัฐบาลมียุทธศาสตร์ที่จะยกระดับให้ไทยเป็นศูนย์ทดสอบและวิจัยพัฒนารถยนต์ของอาเซียน"

แต่จากนั้นก็ไม่มีความเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรมแต่อย่างใด

หน่วยงานรัฐไร้บูรณากร

ในมุมมองของสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย เห็นว่าเป็นเรื่องยากที่จะรัฐจะสร้างศูนย์ทดสอบเต็มรูปแบบดังที่คิดกันมา เพราะมีมูลค่าการลงทุนสูง และที่สำคัญเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะทำให้มีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันในระยะเวลาที่รวดเร็ว

แต่อย่างไรก็ตาม เห็นว่าจะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น หากจะลดขนาดของศูนย์ลง เป็นศูนย์ทดสอบชิ้นส่วน เพราะเห็นว่าจะใช้เงินลงทุนไม่มากนัก และใช้ประโยชน์ได้เต็มที่มากกว่า ต่างจากศูนย์ทดสอบขนาดใหญ่ที่ยังไม่แน่ใจว่าบริษัทรถยนต์รายใหญ่ๆ จะใช้หรือไม่ เพราะสามารถใช้การทดสอบของบริษัทแม่ในต่างประเทศได้อยู่แล้ว

"หากจำกัดความลงมาเหลือแค่การสร้างศูนย์ทดสอบชิ้นส่วน การลงทุนจะลดลงเหลือไม่มากนัก และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะที่เป็นไทย จะได้ประโยชน์ ไม่ต้องเสียเวลา และค่าใช้จ่ายในการส่งไปทดสอบต่างประเทศ ซึ่งบางที ทำให้เกิดความล่าช้าในการแข่งขัน จนสู้คู่แข่งจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอะไหล่ทดแทน

เรื่องของศูนย์ทดสอบ ได้รับการหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง คือ ศูนย์ทดสอบยางรถยนต์ เมื่อไม่นานมานี้ในวงประชุมร่วม ระหว่างภาคเอกชนในหลายสาขาที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์จากยาง รวมถึงยางล้อ กับกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ได้รับนโยบายจากรัฐให้ตั้งวงหามาตรการส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศให้มากขึ้น หลังจากเกิดเหตุการณ์เกษตรกรชาวสวนยางเรียกร้องให้ภาครัฐแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ ก่อนจะลุกลามเป็นการประท้วงเป็นวงกว้าง ทำให้ภาครัฐต้องออกมาตอบสนองในหลายรูปแบบ

จี้สร้างศูนย์ทดสอบชิงความได้เปรียบอาเซียน

นายชโย ตรังอดิศัยกุล รองเลขาธิการ กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่าการหารือกับภาครัฐ เอกชน ก็พร้อมที่จะสนับสนุน แต่ขณะเดียวกัน รัฐก็จะต้องส่งเสริมเอกชนเช่นกัน เพื่อหาทางแปรรูปยางในประเทศมากขึ้น

สิ่งที่ภาคเอกชน ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนคือการสร้างสนามทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยางล้อ ทั้งรถยนต์ จักรยานยนต์ และรถบรรทุก ซึ่งปัจจุบันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่มี หากไทยสร้างก่อน จะมีความได้เปรียบชาติอื่น

“คล้ายกับสนามแข่งรถสูตร 1 เมื่อมาเลเซียสร้างแล้ว ชาติอื่นๆ ก็ไม่มีใครทำเพราะไม่อย่างนั้นแข่งกัน ซึ่งในบ้านเรา หากสร้างก่อน ก็จะกลายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค”

ทั้งนี้เอกชนมองว่า หากมีการสร้างสนามทดสอบ จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยเพิ่มขึ้น ส่งออกได้มากขึ้น ทำให้เกิดการแปรรูปยางพาราเพิ่มขึ้น เป็นผลดีต่อเกษตรกร"

สำหรับสนามทดสอบ ประเมินว่า มูลค่าการลงทุนจะอยู่ในระดับ 1,000 ล้านบาท และเห็นว่าภาครัฐควรเป็นผู้ลงทุน เพราะเป็นหน่วยงานกลาง เพราะหากให้เอกชนลงทุน ความน่าเชื่อถือจะน้อยกว่า

และหากรัฐสร้างสนามทดสอบ จะเป็นการส่งเสริมเกษตรกร และอุตสาหกรรมยางอย่างยั่งยืน เพราะหากสินค้าสามารถส่งออกได้ ก็จะทำให้ความต้องการใช้ยางดิบเพิ่มมากขึ้น

“การพูดคุยครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องดี และถือว่าเป็นครั้งแรกที่รัฐหันมาสนใจกลุ่มปลายน้ำคือผู้แปรรูปยาง เพราะก่อนหน้านี้จะเน้นที่ต้นน้ำคือสวนยางเป็นหลักเท่านั้น”

ขณะที่มุมมองของกระทรวงฯ ในวันนั้น ระบุว่าเห็นชอบกับข้อเสนอของเอกชนในทุกสาขา โดยหลังจากนี้จะต้องทีมงานขึ้นมา เพื่อจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง เพื่อให้แนวทางการส่งเสริมการใช้ยางพารา และแก้ปัญหาราคาตกต่ำ รวมทั้งส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างถูกทาง

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามความคิดของผู้ประกอบการยาง ดูเหมือนหลายคนจะไม่ค่อยมั่นใจนักว่ารัฐจะมีการเดินหน้าอย่างจริงจังหรือไม่ โดยความเห็นสำคัญที่น่าคิดอย่างมากก็คือ ความเป็นไปได้สูงที่ข้อเสนอในที่ประชุมจะเงียบหายไป เมื่อเกษตรกรชาวสวนยางเลิกเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล

สร้างมาตรฐานกันยางนอกทุ่มตลาด

นายเอกชัย ลิมปิโชติพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยางโอตานิ จำกัด กล่าวว่า กล่าวว่า อุตสาหกรรมยางล้อ มีแนวโน้มเติบโตอย่างมากในอนาคต จากการขยายการลงทุน ทั้งจากรายเก่าและผู้ลงทุนรายใหม่ รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ทั้งไทย และตลาดโลก ซึ่งไทยส่งออกจำนวนมาก

ส่วนสถานการณ์ตลาดในช่วงนี้ แม้ว่าสถานการณ์ตลาดอยู่ในช่วงซบเซา แต่อุตสาหกรรมยางก็ยังมีความต้องการจากตลาดทดแทน (REM) ที่รถทั่วไปยังต้องมีการเปลี่ยนตามอายุใช้งาน

นอกจากนี้ยังต้องการให้ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ สมอ. กำหนดมาตรฐานยางล้อ เพื่อป้องกันผู้ประกอบการในประเทศ จากการที่มียางคุณภาพต่ำ แต่ใช้กลยุทธ์ราคา เข้ามาตีตลาดจำนวนมากในปัจจุบัน จากหลายประเทศ ซึ่งหากไทยกำหนดมาตรฐานชัดเจน โดยอิงกับมาตรฐาน อียู ใน 3 ส่วน คือ ประสิทธิภาพการยึดเกาะ ความประหยัด และเสียง ก็เชื่อว่าจะทำให้ยางที่ต่ำกว่ามาตรฐานเข้ามาน้อยลง ส่งผลให้การผลิตในประเทศเพิ่มขึ้น

ปัจจุบัน มียางนำเข้าจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายและเป็นยางนอกรถจักรยานยนต์ สัดส่วน 5% ของยอดขายทั้งหมด ยางในรถจักรยานยนต์สัดส่วน 20% ยางรถยนต์ 10-20% และยางรถบรรทุก 10% โดยทั้งหมดมีทิศทางที่เพิ่มขึ้นทุกปี

ทั้งนี้การแปรรูปยางล้อปีนี้คาดว่าจะมีใช้ยางพาราปริมาณ 5.27 แสนตัน และปีหน้ามีเป้า 7.5 แสนตัน หรือเพิ่มขึ้น 1.6 แสนตัน แต่หากได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐ สัดส่วนการเพิ่มขึ้นอาจจะสูงถึง 2 แสนตัน