วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยรุ่งเลื่อนแผนลงทุนเพิ่ม พิษยานยนต์ชะลอ

"ไทยรุ่งยูเนียนคาร์" เลื่อนแผนลงทุนขยายกำลังการผลิตเป็นปีหน้า หลังครึ่งปีหลังออเดอร์หดตัวตามทิศเศรษฐกิจในประเทศ

นายสมพงษ์ เผอิญโชค กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยรุ่งยูเนียนคาร์ จำกัด (มหาชน) (TRU) เปิดเผยว่า บริษัทได้ชะลอแผนการลงทุนสร้างโรงพ่นสีชิ้นส่วนยานยนต์และผลิตชิ้นส่วนประเภทโลหะออกไป จากเดิมที่คาดว่าจะสามารถเริ่มลงทุนได้ในปีนี้ โดยจะชะลอแผนการลงทุนออกไปเป็นปีหน้า แต่จะต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศ และออเดอร์จากลูกค้าประกอบด้วย ทั้งนี้ แผนการลงทุนดังกล่าว มีมูลค่าการลงทุน 500 ล้านบาท ขณะนี้ได้ดำเนินการซื้อที่ดินไปแล้ว 50 ไร่ ขณะเดียวกัน บริษัทเคยระบุว่า โรงงานดังกล่าวจะสร้างรายได้ให้บริษัทเพิ่มขึ้น 25%

การเลื่อนแผนลงทุนดังกล่าวจะไม่ทำให้บริษัทได้รับผลกระทบเรื่องกำลังการผลิต เพราะขณะนี้กำลังการผลิตยังสามารถรองรับออเดอร์ได้อยู่ อีกทั้ง บริษัทเพิ่งลงทุนซื้อและติดตั้งเครื่องจักรใหม่ 4 เครื่อง มูลค่า 120 ล้านบาท ซึ่งทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 1,000 ตันต่อปี

ส่วนความคืบหน้าเรื่องการเจรจาร่วมทุนกับพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่นนั้น ขณะนี้ยังคงอยู่ระหว่างการเจรจา และเจรจาสำเร็จ จะสามารถดำเนินธุรกิจประกอบรถหัวจักรและรถบรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งประเมินว่าเป็นตลาดที่มีความต้องการสูงขึ้นจากการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ของประเทศ

เขากล่าวว่า บริษัทได้ปรับลดเป้าหมายราย่ได้ จากเดิมที่เคยคาดการณ์ว่ารายได้จะเติบโตประมาณ 15% จากปีที่แล้วที่มีรายได้รวม 3.78 พันล้านบาท โดยในงวด 6 เดือนแรกปีนี้ บริษัทมีรายได้รวม 1.87 พันล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 250 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 18.56% และอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 13.39% บริษัทไม่สามารถระบุได้ว่า กำไรสุทธิปีนี้จะดีกว่าปีที่แล้วหรือไม่ แต่ยอมรับอัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิน่าจะลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ทั้งนี้ผลประกอบการงวดปี 2555 บริษัทมีรายได้รวม 3.78 พันล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 571 ล้านบาท

ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ปีนี้ ประเมินว่ายอดขายในประเทศจะชะลอตัว น่าจะอยู่ที่ 1.3 ล้านคัน ลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่ 1.4 ล้านคัน ยอดขายต่างประเทศน่าจะยังเติบโตได้อยู่ โดยภาพรวมเชื่อว่ายอดขายปีนี้จะอยู่ที่ 2.5 ล้านคัน ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว บริษัทยังคงเชื่อว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยน่าจะไปถึงเป้า 3 ล้านคันได้ในในอนาคต เพราะรถยนต์อีโคคาร์และรถกระบะขนาด 1 ตันยังได้รับความนิยม

ส่วนมุมมองของนักลงทุนต่างประเทศที่ต้องการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยนั้น เชื่อว่ายังไม่ชะลอตัวเพราะภาคยานยนต์ของไทยนับได้ว่าเป็นศูนย์กลางของประเทศในแถบอาเซียน และมีความพร้อมสำหรับการขนส่ง (Logistic) ไปยังต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงนั้น ก็น่าจะช่วยสนับสนุนให้ผู้ส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์มีการขยายธุรกิจได้มากขึ้น

นายสมพงษ์ กล่าวอีกว่า ในงานไทยแลนด์ โฟกัส 2013 ที่จัดขึ้นระหว่างนี้ บริษัทได้มีโอกาสเข้าพบผู้จัดการกองทุนจากต่างประเทศ 3-4 กองทุน ซึ่งข้อมูลที่นำเสนอเป็นข้อมูลของอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย และข้อมูลด้านธุรกิจของบริษัทเอง ซึ่งการให้ข้อมูลผู้จัดการกองทุนต่างประเทศครั้งนี้ บริษัทคาดหวังว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยบริษัทเปิดเพดานให้นักลงทุนต่างประเทศถือหุ้น 30-40% แต่ปัจจุบันยังมีนักลงทุนต่างประเทศถือหุ้นในบริษัทในสัดส่วนที่น้อยอยู่

"จริงๆ แล้ว ผู้จัดการกองทุนก็เข้าจะรรมชาติของกลุ่มยานยนต์ของไทยอยู่แล้ว ที่มาพบกันครั้งนี้ก็เพื่ออัพเดทข้อมูลใหม่ๆ และแลกเปลี่ยนมุมมองกัน ส่วนตัวมองว่า การขยายตัวของยอดขายในประเทศก็ยังไม่ได้ลดลงจนน่าตกใจ ยอดขายปีนี้ถ้าอยู่ที่ 1.3 ล้านคันก็ยังถือว่าเยอะ"