ตลาดรถ เดือนก.ค. ร่วงหนัก 25% หลังจากเกิดปัจจัยลบพร้อมกัน ทั้งภาวะศก. ความเชื่อมั่นผู้บริโภค กำลังซื้อล่วงหน้าถูกดึงจากโครงการรถคันแรก
ยอดขายรถยนต์โดยรวม เดือนก.ค. ที่ผ่านมา มีจำนวนทั้งสิ้น 98,251 คัน ลดลง 25.4% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีที่แล้ว และเป็นการถดถอยเดือนที่สามติดต่อกัน ขณะที่ยอดขายสะสมช่วงเดือนม.ค.-ก.ค. 839,046 คัน ยังคงเติบโต 13.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว
นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ยอดขายเดือนก.ค. ที่ลดลง 25.4% เป็นการสะท้อนถึงสภาพตลาดในครึ่งปีหลังที่กำลังปรับตัวเข้าสู่สภาวะปกติ หลังจากปีที่ผ่านมา มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากผลพวงของโครงการรถคันแรกที่มียอดจองสูงมาก และทำให้มียอดค้างจองสะสมที่ต้องส่งมอบในปีนี้ ส่งผลให้ช่วง 4 เดือนแรกมียอดขายที่สูงกว่าปกติ และเริ่มส่งสัญญาณการชะลอตัวเพื่อเข้าสู่สภาวะปกติตั้งแต่เดือนพ.ค. ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ยอดขายเดือนก.ค. แบ่งเป็น รถยนต์นั่ง 47,484 ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 26.3% รถปิกอัพ 1 ตัน 37,133 ลดลง 28.9% รถพีพีวี 4,336 คัน ลดลง 52.7% ส่วนรถเพื่อการพาณิชย์ยังคงเติบโต 10.4% ด้วยยอด 9,298 คัน
"ส่วนตลาดเดือนส.ค. มีแนวโน้มทรงตัว ตลาดรถยนต์มีสัญญาณการปรับตัวเข้าสู่สภาวะปกติหลังจากการสิ้นสุดนโยบายรถยนต์คันแรก ประกอบกับตลาดรถยนต์ จะปรับตัวลดลงตามช่วงเวลาการขาย แต่อย่างไรก็ดีการเร่งทำกิจกรรมทางการตลาดและการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของบริษัทรถยนต์ต่างๆ จะเป็นปัจจัยบวกในการกระตุ้นยอดขาย"
ปัจจัยลบรุมฉุดตลาด
ด้าน นางเพียงใจ แก้วสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด นายกอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และประธานสมาพันธ์ยานยนต์อาเซียน กล่าวว่า ตลาดที่หดตัวในเดือนก.ค. เนื่องจากมีปัจจัยลบหลายๆ ด้านเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน เช่น กำลังซื้อและความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลง และไม่เฉพาะกับตลาดรถยนต์เท่านั้น แต่จะเห็นได้ว่าเกิดขึ้นกับธุรกิจทั่วไป ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคที่ล้วนแต่ชะลอตัวทั้งสิ้น
นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจก็อยู่ในช่วงชะลอตัวตลาดหุ้นตก และน้ำมันมีราคาแพง ยิ่งฉุดให้ผู้บริโภคไม่ต้องการใช้เงิน รวมกับการที่โครงการรถคันแรกดึงกำลังซื้อล่วงหน้าไปมาก ทำให้เมื่อสิ้นสุดโครงการ ตลาดเกิดการชะงัก
"ปัจจัยลบที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน รวมไปถึงการที่ราคาพืชผลการเกษตรที่ตกต่ำ ประกอบกับช่วงนี้เป็นฤดูฝน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงนอกเวลาการขาย ก็ยิ่งทำให้ตลาดรถยนต์หดตัวมากขึ้น"
นางเพียงใจ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าบริษัทรถยนต์จะสามารถฝ่าวิกฤตินี้ไปได้ เพราะเคยมีประสบการณ์ที่เลวร้ายมาแล้วหลายครั้งในอดีต และยังสามารถครอบคลุมในส่วนที่เสียหายไปในช่วงเกิดวิกฤติได้ทุกครั้ง
ส่วนการแก้ไขสถานการณ์ในช่วงนี้ คงเป็นเรื่องของแต่ละค่ายที่จะต้องหามาตรการดึงกำลังซื้อ เช่น การจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย ซึ่งก็จะต้องดูว่าจะเป็นไปในรูปแบบใด เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันค่อนข้างรุนแรงอยู่แล้ว
ทั้งนี้ อนาคตตลาดรถยนต์จะเป็นอย่างไร คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งในการประเมินสถานการณ์ แต่เชื่อว่าอย่างน้อยเมื่อพ้นช่วงฤดูฝน และการเตรียมการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ ของค่ายรถยนต์อีกหลายรุ่น หลังจากนี้ รวมไปถึงการจัดงานแสดงรถยนต์ช่วงเดือนพ.ย. จะทำให้สถานการณ์ตลาดปรับตัวดีขึ้น
"บริษัทรถยนต์มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้แนวทางใด จึงจะเหมาะสมกับช่วงเวลา อย่างน้อยช่องทางการขายมี 2 ช่อง คือ ในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งทำให้มีความยืดหยุ่น หากตลาดใดได้รับผลกระทบ ก็สามารถใช้อีกหนึ่งตลาดชดเชยได้"
ก่อนหน้านี้ นายฮิโรชิ นาคางาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชร อีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า ตลาดในประเทศที่เริ่มหดตัวตั้งแต่เดือนพ.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ อีซูซุ เริ่มมองหาโอกาสในการส่งออกมากขึ้น โดยเฉพาะในอาเซียน ที่ปัจจุบันยังมีปริมาณไม่มากนัก
โดยปัจจุบัน อีซูซุ มีการส่งออกปิกอัพ ดีแมคซ์ ไปมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก รวมถึงตลาดออสเตรเลียและยุโรปอีกเป็นจำนวนมาก
ธุรกิจรับช่วงผลิต ยอดหาย 40%
นายประเสริฐ ธรรมมนุญกุล นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิตไทย ซึ่งมีสมาชิกรวม 300 บริษัท ในจำนวนนี้ 70% เป็นผู้รับช่วงการผลิตให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งปีที่ผ่านมาเติบโต 30-40% จากการมีโครงการรถยนต์คันแรก รวมไปถึงรถอีโคคาร์หลายๆ รุ่นเปิดตลาด ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูง หากเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่มีอัตราเติบโตแต่ละปีประมาณ 10-15%
แต่เมื่อสิ้นสุดโครงการรถยนต์คันแรก ยอดขายรถยนต์หดตัวลง ทำให้คำสั่งจ้างผลิตลดลงกลับมาอยู่ในระดับปกติ และยังไม่มีแนวโน้มที่จะดีขึ้น แม้ว่าตลอดปีนี้คาดว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะมียอดผลิตรวมถึง 2.55 ล้านคันก็ตาม แต่การที่ผู้ประกอบการได้ลงทุนขยายกำลังการผลิต ลงทุนเครื่องจักรเพิ่มเติมจำนวนมากในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดภาวะกำลังการผลิตล้น
ดังนั้น ผู้ประกอบการหลายค่ายจึงหาทางออกด้วยการรับงานผลิตต่างประเทศ โดยมุ่งตลาดประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลัก ซึ่งนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังเป็นการเริ่มต้นรุกตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี โดยอุตสาหกรรมที่เริ่มออกไปลงทุนแล้ว เช่น กลุ่มผลิตชิ้นส่วนยาง ออกไปลงทุนในพม่า เวียดนาม และ ลาว เป็นต้น นอกจากนี้ยังเพิ่มการรับช่วงการผลิตอุตสาหกรรมอื่นๆ นอกเหนือชิ้นส่วนยานยนต์อีกด้วย
"หลายประเทศ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย สั่งให้ผลิตสินค้าเพราะเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าของอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิตไทย ซึ่งเห็นว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพเป็นอันดับหนึ่ง"
นายประเสริฐ กล่าวว่า มูลค่าอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิตปี 2556 คาดว่าจะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท





