วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ซ่อมได้ หรือ ซ่อมไม่ได้

คนขับรถยนต์สมัยนี้ไม่จำเป็นต้องสั่งสมประสบการณ์ หรือเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับรถยนต์มากนัก

ขอเพียงแค่มีเงินวางดาวน์และหาวิธีการให้ได้มาซึ่งใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ก็เพียงพอแล้ว เพราะกฎหมายจราจรของประเทศไทยไม่ได้มีไว้เพื่อให้คนทำผิดเกิดความหลาบจำ ยกตัวอย่างเช่นหากท่านขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ถ้าหากเป็นในประเทศที่กฎหมายเข้มงวด ก่อนที่ผู้ขับรถจะโดนลงโทษปรับ ก็ต้องถูกส่งตัวไปอบรมกฎหมายว่าด้วยการจราจรก่อน จากนั้นจึงจะเสียเงินจ่ายค่าปรับและต้องรอเวลาไปอีกระยะหนึ่งจึงจะได้รับใบขับขี่กลับคืนมา ซึ่งหมายถึงว่าจะไม่มีสิทธิขับรถยนต์บนท้องถนนไปนานชั่วระยะเวลาหนึ่ง เพราะการขับรถยนต์โดยไม่มีใบขับขี่จะมีโทษร้ายแรงมาก ด้วยกฎหมายของประเทศเขาถือว่าทำให้ผู้อื่นที่อยู่ร่วมถนนต้องได้รับความเสี่ยงภัยจากคนขับรถยนต์ที่ไม่มีใบขับขี่ด้วย

แต่หากเป็นกรณีเดียวกันเกิดขึ้นในบ้านเรา ผู้ขับสามารถจ่ายค่าปรับประมาณ 400-500 บาท ในที่เกิดเหตุได้ทันที หรือจะรับใบสั่งจากเจ้าหน้าที่ซึ่งทำให้มีสิทธิขับรถได้เช่นเดียวกันกับถือใบขับขี่อยู่ และนำใบสั่งไปชำระค่าปรับยังสถานีตำรวจท้องที่ใกล้บ้าน หรือเสียค่าปรับทางไปรษณีย์ได้อย่างง่ายดาย นั่นหมายความว่าทำให้คนไม่รู้จักเข็ดหลาบกับความผิดที่ได้กระทำลงไป เพราะหากมีเงินเสียค่าปรับก็ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีกได้เรื่อยๆ

หรือแม้แต่หากมีกรณีร้ายแรงจนถึงขั้นเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา หากเจ้าของรถยนต์ได้ทำประกันภัยรถยนต์เอาไว้ ก็แทบจะไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ มากไปกว่าการจ่ายค่าปรับ ตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาเอาไว้เท่านั้น ดังที่ได้เกิดเป็นข่าวตามสื่อต่างๆขึ้นมาบ่อยครั้ง ด้วยเหตุผลง่ายๆตามที่บอกมานี้เอง ท้องถนนของประเทศไทยจึงมีแต่คนขับรถได้และส่งผลให้มีปัญหาต่างๆเกิดมากขึ้นทุกวัน

แม้แต่เรื่องการดูแลรักษารถยนต์เบื้องต้นด้วยตนเอง คนขับรถยนต์ทุกวันนี้ก็ถือว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาเสียเวลาทำอีกต่อไป เพราะเพียงแค่หาเงินมาได้ก็มอบภาระสำคัญนั้นให้กับสถานบริการต่างๆที่เกิดขึ้นราวกับดอกเห็ด โดยหารู้ไม่ว่าเมื่อสถานบริการรับดูแลเกิดมากขึ้นอย่างรวดเร็ว การที่จะหาช่างที่มีประสบการณ์และมีคุณภาพมาทำหน้าที่ให้บริการก็หาได้ยากขึ้นตามไปด้วย ดังที่มีคำกล่าวค่อนขอดเกิดขึ้นจนชินหูว่า ช่างยุคปัจจุบันนี้เป็นช่างเปลี่ยนมากกว่าช่างซ่อมนั่นเอง

ซึ่งเรื่องของการซ่อมบำรุงระบบต่างๆ ในรถยนต์นี้เองที่ทำให้เกิดข้อโต้แย้งเกิดขึ้นหลายครั้ง ระหว่างคนที่ให้คำปรึกษาเช่นผมกับเจ้าของรถซึ่งเป็นผู้ขอรับคำปรึกษา ข้อโต้แย้งส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นเมื่อมีคำถามว่า อาการเสียหายขึ้นที่ส่วนนั้นส่วนนี้ในรถยนต์สามารถซ่อมได้หรือไม่ เมื่อผมตอบไปว่าสามารถซ่อมได้ เจ้าของรถก็นำรถไปหาช่างตามอู่หรือศูนย์บริการ ปรากฏว่าช่างแจ้งว่าไม่สามารถซ่อมได้ต้องเปลี่ยนอะไหล่ใหม่เท่านั้น เจ้าของรถก็จะตัดพ้อต่อว่ากลับมาที่ผมว่า ทำไมจึงตอบว่าซ่อมได้ทั้งที่ช่างเก่งๆบอกว่าซ่อมไม่ได้

ความเห็นที่ขัดแย้งกันดังกล่าวนั้นเกิดมาจากผู้ตอบคือผม ตอบไปตามหลักการด้านเทคนิคการซ่อมบำรุง ส่วนช่างที่ทำหน้าที่ซ่อมบำรุงก็ตอบและทำตามหลักการทางธุรกิจ ซึ่งต้องทำเพื่อความอยู่รอดของอาชีพโดยหวังผลว่า ต้องมีกำไรมาหล่อเลี้ยงธุรกิจให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ หากลงมือทำการซ่อมบำรุงตามหลักการทางเทคนิคก็ไม่อาจจะทำให้คุ้มค่าทางธุรกิจได้

ตัวอย่างเช่นกรณีของรถยนต์ที่มีความเสียหายเกิดขึ้นที่มอเตอร์สตาร์ท ในทางเทคนิคย่อมสามารถซ่อมบำรุงได้ไม่ยาก เริ่มต้นด้วยการรอให้เครื่องยนต์เย็นลงจนอยู่ในระดับปลอดภัยต่อช่าง แล้วจึงถอดรื้อเอาตัวมอเตอร์สตาร์ทแยกออกมาจากเครื่องยนต์ จากนั้นค่อยรื้อภายในมอเตอร์สตาร์ทออกมาทั้งหมด เลาะรื้อเอาลวดพันทุ่นมอเตอร์สตาร์ทออกมา แล้วพันลวดทองแดงชุดใหม่เข้าไปแทนที่

เปลี่ยนถ่านและแปรงถ่านรวมทั้งสะพานไฟในมอเตอร์สตาร์ทใหม่หมด ประกอบชิ้นส่วนของมอเตอร์สตาร์ทกลับเข้าที่ ติดตั้งมอเตอร์สตาร์ทเข้าประจำตำแหน่งที่ติดอยู่กับตัวเครื่องยนต์ เพียงเท่านี้มอเตอร์สตาร์ทลูกนั้นก็สามารถทำหน้าที่ของมันได้ตามปรกติ เช่นเดียวกับมอเตอร์สตาร์ทใหม่เอี่ยม

แต่ระบบธุรกิจของอู่หรือศูนย์บริการซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ยุคใหม่ หากใช้วิธีการซ่อมบำรุงทางเทคนิคดังที่ผมกล่าวมา จะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 วันเต็มๆ บวกกับต้องใช้ช่างและลูกมือ ร่วมกันทำงานไม่น้อยกว่า 3 คน จึงจะสามารถทำกำไรหลังจากหักต้นทุนออกไปแล้วได้ไม่เกิน 500 บาทเท่านั้น

แต่วิธีการทางธุรกิจสมัยใหม่ทำให้ช่างต้องแนะนำกับเจ้าของรถว่า เปลี่ยนมอเตอร์สตาร์ทลูกใหม่จะดีกว่าเพราะใช้เวลาทำไม่เกิน 1 ชั่วโมงเท่านั้น หากเจ้าของรถมีงบประมาณจำกัดก็ยังสามารถเปลี่ยนมอเตอร์สตาร์ทแบบใช้แล้วจากเซียงกง หรือเปลี่ยนมอเตอรสตาร์ทใช้แล้วในแบบที่เรียกกันว่า “รีบิวท์” ได้ด้วยงบประมาณที่เท่ากันหรือต่ำกว่าการซ่อมตามแบบแรกด้วยซ้ำไป แถมอู่หรือศูนย์บริการยังได้รับผลกำไรเท่ากันหรือมากกว่าวิธีการซ่อมอีกด้วย

ทั้งหมดนี้จึงเป็นหนึ่งในหลายๆ ตัวอย่าง อันเป็นที่มาของความขัดแย้งในความหมายของคำว่า “ซ่อมได้ หรือซ่อมไม่ได้” ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าท่านไปเจอช่างประเภทไหน และต้องการงานบริการในรูปแบบใดมากกว่าครับ