กว่า 10 ปี ที่มินิยุคใหม่อยู่ภายใต้การดูแลของยักษ์ใหญ่จากเยอรมนี บีเอ็มดับเบิลยู ที่ได้เข้าซื้อกิจการรถชื่อดังจากเกาะอังกฤษ
พร้อมกับพัฒนาและปรับเปลี่ยนไปมากอย่างท้าทาย นั่นคือการสร้างสมดุลระหว่างบุคลิกและเสน่ห์เก่าๆ ของรถเล็ก กับเทคโนโลยีใหม่ๆ
ช่วงแรกมีเสียงต่อต้านไม่น้อย โดยเฉพาะจากฝั่งผู้หลงใหลในความเป็นมินิ ที่ยังอยากเห็นความเป็นมินิ รถคันเล็กๆ แต่หากประเมินในเชิงธุรกิจ ถือว่าการตัดสินใจของบีเอ็มดับเบิลยูมากถูกทาง ปัจจุบัน มินิยุคใหม่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก รวมถึงในไทย ที่แม้ว่าราคาจำหน่ายจะอยู่ในระดับที่สูงก็ตาม
มินิมียอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปี 2555 ยอดขายทั่วโลกทำได้กว่า 3.01 แสนคัน ส่วนในไทย ทำได้ 501 คัน แต่ข้อมูลการจดทะเบียนมินิ สูงกว่า 2 เท่าตัว นั่นหมายถึงมินิ มีช่องทางการขายอื่นๆ ที่ไม่ผ่านตัวแทนจำหน่ายอีกมาก เช่น ผู้นำเข้ารายย่อย หรือ รถจดประกอบ
ราคาเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้มินิ ประเทศไทย เสียตลาดให้กับผู้นำเข้ารายย่อย และจดประกอบ ซึ่งที่ผ่านมา มินิ พยายามที่จะกดราคาลงมาให้ได้ และก็สามารถทำได้ในระดับหนึ่ง โดยเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา อาจจะเห็นราคาที่ต่างกันถึง 7 แสนบาท แต่ปีนี้ลดมาเหลือประมาณ 3 แสนบาท ทำให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
รวมไปถึงการกำหนดโปรแกรมทางการเงินและบริการอีกหลายอย่าง เช่น การรับประกัน บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน หรือ บีเอสไอ ซึ่งผู้บริหารบอกว่าหากคำนวณรายละเอียดกันจริงจังแล้วจะพบว่าค่าใช้จ่ายโดยรวมของผู้ที่ซื้อรถจากบริษัทกับเกรย์แทบไม่แตกต่างกันเลย
ล่าสุด มินิ เดินเกมรุกอีกครั้ง เมื่อบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย บริษัทแม่ ตัดสินใจขึ้นสายการประกอบมินิในไทยเป็นครั้งแรก เป็นแห่งแรกในอาเซียน และเป็นแห่งที่ 3 ในเอเชีย ที่โรงงาน บีเอ็มดับเบิลยู แมนูแฟคเจอร์ริ่ง นิคมอุตสาหกรรมอมตะ ระยอง
นายแมทธิอัส พฟาลซ์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า การขยายสายการประกอบรถยนต์มินิ คันทรี่แมน สอดคล้องกับกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ และตอกย้ำพันธกิจของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป อย่างชัดเจนต่อการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ที่เห็นว่าเป็นศูนย์กลางด้านยนตรกรรมของอาเซียน”
สำหรับการประกอบในครั้งนี้ ประกอบไปด้วย มินิ คูเปอร์คันทรี่แมน, มินิ คูเปอร์ ดี คันทรี่แมน และ มินิ คูเปอร์ เอสดี ออลโฟร์ คันทรี่แมน ซึ่งมีทั้้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร 122 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิด 160 นิวตันเมตรที่ 4,250 รอบ/นาที และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ที่มีทั้ง 112 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิด 270 นิวตัน-เมตรที่ 1,750-2,250 รอบนาที และตัวท็อป 143 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิด 305 นิวตันเมตรที่ 1,750-2,700 รอบ/นาที รวมทั้งหมด 5 รุ่นย่อย
ราคาเริ่มตั้งแต่ 1.84 ล้านบาท ไปจนถึง 2.49 ล้านบาท และที่สำคัญเป็นราคาที่ต่ำกว่าเดิมซึ่งเป็นรถนำเข้าในระดับ 7.5-8 แสนบาทเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมาก และแน่นอนว่าเป็นราคาที่ผู้นำเข้ารายย่อยคงต้องคิดหนักหากต้องการนำรถเข้ามาทำตลาดต่อไป
ขณะเดียวกันในส่วนของมินิ ประเทศไทย ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ก็คงต้องเตรียมขยับตัวในเชิงรุกเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
ช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา มินิ ขายรถได้ 120 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 20% โดยผู้บริหารชี้แจงว่าเป็นเพราะตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีรถใหม่แค่รุ่นเดียวคือ เพซแมน เท่านั้น แต่เมื่อผ่านไปครึ่งปียอดเพิ่มขึ้นเป็น 219 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีทีแล้ว 3% และเมื่อรวมกับรถที่ขึ้นสายการผลิตครั้งนี้ จะทำให้อย่างน้อยที่สุดยอดขายโดยรวมปีนี้จะไม่น้อยไปกว่าปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน
สำหรับโรงงานผลิตบีเอ็มดับเบิลยู เริ่มเปิดดำเนินการตั้งแต่ปี 2543 มีการผลิตรถยนต์ 5 ซีรีส์ คือ ซีรีส์ 3, ซีรี่ส์ 5, ซีรี่ส์ 7, เอ็กซ์ 1 และ เอ็กซ์3 รวมทั้งหมด 22 รุ่น ย่อย โดยมีพนักงานทั้งหมดกว่า 400 คน





