เมื่อธรรมชาติเปลี่ยนแปลงและสร้างความเสียหาย คนก็ยังโทษหรือต่อว่าธรรมชาติ แทนที่จะหันมาสำรวจกวดขันว่าตนเองทำอะไรให้กับธรรมชาติไปบ้าง
คน เป็นสัตว์โลกที่มีความคิดลึกลับซับซ้อนกว่าสัตว์โลกชนิดอื่นทั้งหมด และด้วยความที่ คน เป็นสัตว์โลกที่มีความคิดซับซ้อนมากนี้เอง คนจึงเป็นสัตว์โลกที่เห็นแก่ตัวและหลงตัวเองมากที่สุด ทั้งนี้จะเห็นได้จากหากมีความผิดใดๆ เกิดขึ้นมาในโลกนี้ คนจะโทษคนด้วยกันเองเป็นสิ่งสุดท้ายว่าเป็นต้นเหตุแห่งความผิดพลาดนั้นๆ และคนจะโทษตนเองเป็นคนสุดท้ายในหมู่คนด้วยกัน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดของทุกวันนี้ ก็คือ เมื่อธรรมชาติเปลี่ยนแปลงและสร้างความเสียหาย คนก็ยังโทษหรือต่อว่าต่อขานธรรมชาติ แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาหันมาสำรวจกวดขันว่า ตนเองทำอะไรให้กับธรรมชาติไปบ้าง หรือแม้แต่คนบางกลุ่มบางชาติจะยอมรับได้ว่า ธรรมชาติโหดร้ายเพราะคนไปทำร้ายธรรมชาติก่อน แต่ก็ยังเดินหน้าโทษคนอื่นแทนที่จะหันกลับมาโทษว่า ตนเองนั่นละที่เป็นกลุ่มนำในการทำร้ายธรรมชาติ
คนเป็นผู้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่หลากหลายในโลกนี้ แต่เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้นกับนวัตกรรมเหล่านั้น คนผู้สร้างก็จะโยนความผิดไปให้คนที่เป็นผู้ใช้ด้วยข้อหาใช้งานผิดวิธี ในขณะที่คนซึ่งเป็นฝ่ายผู้ใช้ก็จะโทษผู้สร้างว่าผลิตผลงานที่บกพร่องออกมาให้คนอื่นใช้ เท่ากับว่าเป็นการโยนความผิดกันไปมา
กล่าวเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ ก็จะเห็นความจริงข้อนี้ได้หลายเรื่อง เอากันตั้งแต่เริ่มต้นมีรถยนต์เกิดขึ้นมาโลกนี้เมื่อหนึ่งร้อยปีเศษที่ผ่านมา รถยนต์ถูกพัฒนาให้ทันสมัยและใช้งานง่ายขึ้นตามกาลเวลา จนกลายเป็นพาหนะที่เดินทางทางบกที่ได้รับความนิยมสูงสุด และถูกนำไปใช้งานแพร่หลายในทุกพ้นที่ของโลกนี้โดยคนทุกชาติทุกศาสนา
แต่สิ่งที่ผมต้องการเขียนถึงในวันนี้ก็คือ มีคำถามหรือจะเรียกว่าข้อข้องใจจากผู้ใช้รถยนต์จำนวนมาก ที่ออกมาถกเถียงกันถึงอุปกรณ์มาตรฐานที่ถูกบังคับให้ต้องติดตั้งประจำรถยนต์ทุกคันก่อนออกจำหน่าย ด้วยเหตุผลหลักคือเพื่อป้องกันมลพิษจากไอเสียของเครื่องยนต์ให้ออกมาสู่อากาศภายนอกน้อยที่สุด ซึ่งนอกจากจะได้รับผลดีโดยตรงด้านการควบคุมมลพิษจากไอเสียให้ลดน้อยลงแล้ว ผลพลอยได้ที่ตามมาคือยังทำให้เกิดการบริโภคเชื้อเพลิงในอัตราที่ต่ำลงอีกด้วย
อุปกรณ์สองชิ้นที่ผมจะเขียนถึงในวันนี้คือ “เครื่องกรองไอเสียแบบสามทาง” หรือที่รู้จักกันในนามของแคทตาลิติคคอนเวอร์ทเตอร์ หรือเรียกกันสั้นๆ ในอีกชื่อหนึ่งว่า “แคท” นั่นเอง ส่วนอุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งมีชื่อเรียกกันอย่างย่อๆ ว่า อีจีอาร์ โดยอุปกรณ์ตัวแรกหรือแคทนั้นเป็นอุปกรณ์บังคับโดยกฎหมายว่าต้องมี
ส่วนอุปกรณ์ตัวหลัง หรือ อีจีอาร์ เป็นตัวที่ต้องติดตั้งโดยกฎหมายไม่ได้บังคับตรงๆ กฎหมายเพียงกำหนดปริมาณมลพิษจากไอเสียเอาไว้เท่านั้น ซึ่ง อีจีอาร์ มันสามารถทำให้ปริมาณมลพิษจากไอเสียอยู่ในระดับที่กำหนดได้ จึงได้รับการติดตั้งมาแต่หากมีการพัฒนาใช้อุปกรณ์อื่นใดมาแทนที่ และได้ประสิทธิภาพดีกว่าและมีราคาต้นทุนต่ำกว่า อีจีอาร์ ก็ต้องถูกเปลี่ยนไปให้อุปกรณ์ใหม่ดังกล่าวมาทำหน้าที่แทน
ปัญหาหรือคำถามที่มีมาจากคนใช้รถยนต์ส่วนหนึ่งในวันนี้ คือ จะถอดหรือทำให้อุปกรณ์หนึ่งในสองตัวนั้นหรือทั้งคู่ เพื่อให้มันไม่สามารถทำงานได้ตามประสิทธิภาพที่ถูกกำหนดมาได้หรือไม่ เพราะรู้สึกว่าเจ้าตัวอุปกรณ์ทั้งสองนั้น คืออุปสรรคที่ทำให้เครื่องยนต์ด้อยสมรรถนะ และยังเป็นอุปกรณ์ที่เสียหายง่ายเกินไปด้วย
วันนี้ผมคงไม่พูดถึงผลที่ได้รับจากการถอด หรือทำให้อุปกรณ์ทั้งสองตัวไม่สามารถทำงานได้ แต่จะขอพูดถึงวิธีการใช้งานที่จะช่วยให้อุปกรณ์ทั้งสองตัว มีอายุการใช้งานยาวนานและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่วิศวกรได้กำหนดเอาไว้
เพราะเท่าที่ได้ติดตามสอบถามจากผู้ใช้รถที่พบปัญหาเกิดขึ้นจากอุปกรณ์ทั้งสองตัวนั้น ส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ที่ใช้งานระยะสั้นๆ หรือใช้งานในรอบเครื่องยนต์ต่ำเป็นระยะเวลายาวนานต่อเนื่อง จึงทำให้เกิดการอุดตันที่ “แคท” และเกิดการติดขัดค้างเนื่องมาจากความฝืดเหนียวของคราบเผาไหม้ที่บริเวณ อีจีอาร์
วิธีการใช้งานรถยนต์ที่ควรทำมากที่สุดคือ ต้องใช้ในรอบเครื่องยนต์สูงๆ และเป็นระยะทางไกลมากพอที่จะเกิดความร้อนสะสมที่บริเวณ อีจีอาร์ และ แคทตาลิติคคอนเวอร์ทเตอร์ เหมือนกับที่หลายคนชอบพูดว่าเอารถยนต์ไปออกกำลังกายนั่นเอง ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องขับด้วยความเร็วสูงเกินที่กฎหมายกำหนด เอาประมาณสัก 100 กม./ชม. ต่อเนื่องเป็นระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร และพยายามเปลี่ยนเกียร์ในรอบสูงๆ แบบ “ลากเกียร์” บ้างก็เพียงพอแล้วครับ





