ปปง.เผยผลสอบธุรกรรมการเงินพบ 7 บริษัทนำเข้ารถหรูเข้าข่ายตกแต่งบัญชีเลี่ยงภาษี เตรียมส่งสรรพากรข้อมูลเรียกภาษีคืน
พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แถลงผลการดำเนินงานของสำนักงาน ปปง.เกี่ยวกับคดีรถหรูเมื่อวานนี้ (13 มิ.ย.) ว่า จากการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินในเบื้องต้น พบข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินที่น่าสงสัยเป็นบริษัทผู้นำเข้ารถยนต์หรูจำนวน 222 บริษัท โดยการตรวจสอบข้อมูลการนำเข้ารถหรูที่ได้รับการประสานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)
ส่วนของบริษัทรายใหญ่ 7 ราย วิเคราะห์เบื้องต้นเปรียบเทียบกับผลการประกอบการของผู้นำเข้ารถยนต์หรูกับธุรกรรมการเงินที่ตรวจสอบพบว่าในปี2554 ทั้ง 7 บริษัท มีการดำเนินธุรกิจและผลประกอบการในการยื่นเสียภาษีไม่สอดคล้องกับที่สำนักงาน ปปง.ตรวจพบ โดยมีกระแสการหมุนเวียนเงินสูงกว่ารายการที่ยื่นเสียภาษีต่อกรมสรรพากร และนอกจากการสำแดงภาษีไม่สอดคล้องกับกระแสเงินหมุนเวียนกิจการแล้ว ยังพบบางบริษัทเป็นบริษัทร้าง แต่ยังคงใช้ชื่อของบริษัทในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
พ.ต.อ.สีหนาท กล่าวอีกว่า ในจำนวน 7 บริษัท ที่ตรวจพบธุรกรรมผิดปกติชัดเจนมี 1 บริษัทที่มีชื่อตรงกับที่ดีเอสไอตรวจสอบเกี่ยวพันกับรถหรูที่ถูกเพลิงไหม้ที่ ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ด้วย โดยทั้ง 7 บริษัทนำเข้ารถหรูรายใหญ่ที่ ปปง. ตรวจสอบ ยังมีกระแสธุรกรรมทางการเงินหมุนเวียนในระบบเป็นจำนวนมาก ถึงกว่า 800 ล้านบาท หากพิจารณาจากปี พ.ศ. 2554 ภาพรวมของ 7 บริษัทมีธุรกรรมหมุนเวียนถึง กว่า 11,000 ล้านบาท แต่แสดงผลประกอบการยื่นเสียภาษีประมาณ 4,000 ล้านบาทเท่านั้น มีส่วนต่างที่หายไปถึงกว่า 7,000 ล้านบาท ทำให้ประเทศชาติเสียหาย จากผลประโยชน์ที่ต้องได้รับในการนำเข้ารถหรู
ปปง. จะนำส่งผลการตรวจสอบนี้ให้กับกรมสรรพากร ที่มีหน้าที่โดยตรง ในการไปเร่งรัดเรียกคืนภาษี รวมถึงการตรวจสอบภาษีย้อนหลังเนื่องจาก ปปง. ตรวจสอบธุรกรรมในภาพรวมของทั้ง 7 บริษัท ตั้งแต่ปี 2548-2556 มีการทำธุรกรรมสูงถึง 44,859,362,983.79 บาท
หากพบว่ามีการสำแดงเท็จต่ำกว่าจริง และกรมศุลกากรยืนยันว่ามีการกระทำผิดก็จะเข้าข่ายความผิดตามมูลฐานกฎหมายฟอกเงิน ปปง. ก็จะเข้ายึดทรัพย์ได้ ทั้งนี้ ในส่วนข้อมูลของ 1 บริษัทที่ดีเอสไอก็ตรวจสอบอยู่ ปปง. จะส่งให้กับดีเอสไอ แต่หากตรวจสอบครบทั้ง 222 บริษัท คาดว่าจะพบตัวเลขความสูญเสียทางภาษีมหาศาล
ด้าน นายราฆพ ศรีศุภอรรถ รองอธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยในรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ เอฟเอ็ม 97 เมกะเฮิรตซ์ ว่า การที่กรมศุลกากรต้องรีบส่งเจ้าหน้าที่ไปในวันที่เกิดเหตุไฟไหม้รถหรูนั้น เนื่องจากวันที่เกิดเหตุเรื่องยังไม่ดัง ยังไม่เป็นที่สนใจเท่าไร เราจึงเป็นห่วงว่าคดีจะเงียบ เจ้าของรถเมื่อมาถึงก็มารับรถไปโดยที่เจ้าหน้าที่ไม่รู้ลึกตื้นหนาบาง และหน่วยของกรมศุลฯ ที่ไปถึงก็เป็นหน่วยปราบปราม ที่ต้องเข้าถึงสถานที่เร็วที่สุดเพื่อสืบเสาะหาผู้กระทำผิด และขยายผลไปยังรถหรูอื่นๆ
ทั้งนี้ โดยปกติรถของกลาง เลขตัวถังจะอยู่ที่กรมศุลกากรทั้งหมดที่เป็นต้นทางและรถของกลาง หาก สภ.กลางดง ไม่ประสงค์ใช้รถของกลางก็ยินดี ซึ่งวันที่เราไปรับรถ ก็ได้รับการประสานจาก สภ.กลางดง แต่เมื่อไปรับจริงๆ พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล ผบช.สตม.ก็บอกว่ายังมีข้อหาอื่นด้วย จึงไม่ปล่อยรถของกลางให้ แต่ที่จะนำรถของกลางไปเก็บนั้น เพราะหากว่าหน่วยงานใดจะมาตรวจสอบก็ไม่ยาก
"เจ้าหน้าที่ตำรวจระแวงก็เป็นเรื่องดี แต่ขอเรียนให้ทราบว่าเรื่องเป็นคดีพิเศษแล้ว ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรถหรูที่ถูกไฟไหม้ ต้องไปขอข้อมูลจากนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ส่วนที่มีการไปพูดหน้างานว่าเจ้าหน้าที่ศุลกากร 100 คน ขนส่ง 30 คน เมื่อไม่รู้ข้อเท็จจริงไม่อยากให้พูด หากเจ้าหน้าที่ศุลกากรทำผิด เราไม่เลี้ยงไว้ จะเอาผิดอาญา" รองอธิบดีกรมศุลกากร กล่าว





