มาสด้าแจงส่งมอบรถคันแรกแล้ว 70% ชี้ ลูกค้ายังไม่ยกเลิกการของ แค่ชะลอดูความพร้อมส่วนตัวเล็กน้อย ด้านเชฟโรเลตเผยยอดถอนจอง 25%
มาสด้าแจงส่งมอบรถคันแรกแล้ว 70% ชี้ ลูกค้ายังไม่ยกเลิกการของ แค่ชะลอดูความพร้อมส่วนตัวเล็กน้อย ด้านเชฟโรเลตเผยยอดถอนจอง 25% แต่ไม่ส่งผลกระทบสต็อก ผลิต หลังแคมเปญ อีเวนท์ ดันยอดขายใหม่พุ่ง
แม้ว่าโครงการรถคันแรกจะจบไปแล้วกว่า 5 เดือน แต่สิ่งที่เกี่ยวพันกับโครงการ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเลิกจอง การชะลอรับรถ หรือว่าผลต่อการสต็อกรถ การวางแผนการผลิต แตกต่างกันไปในแต่ละยี่ห้อ ซึ่งปรากฏเป็นข่าวเป็นระยะ
บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด รายงานว่า ลูกค้าที่จองรถโดยใช้สิทธิ์คืนภาษีในโครงการรถคันแรก มีการยกเลิกไม่มาก ส่วนข่าวที่ปรากฏก่อนหน้านี้ว่ามีลูกค้ายังไม่รับรถสูงถึง 70% นั้น
เป็นความคลาดเคลื่อนของข้อมูล แต่ในความจริงแล้ว มาสด้า สามารถส่งมอบรถให้กับลูกค้าในโครงการรถคันแรกแล้วมากกว่า 70% และคาดว่าภายใน 1-2 เดือนข้างหน้าจะส่งมอบได้อีกประมาณ 10%
ดังนั้นจึงเหลือลูกค้าอีก 20% แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่รับรถ เพียงแต่อยู่ระหว่างการยืนยันเวลาในการรับรถที่แน่นอนเท่านั้น เนื่องจากรัฐบาลเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถรับรถได้โดยไม่ได้กำหนดเวลา ดังนั้น ลูกค้าจึงอยู่ระหว่างการพิจารณาความพร้อมที่จะรับรถ ในประเด็นต่างๆ เช่น ช่วงเวลาที่เหมาะสม การเงิน และอื่นๆ
"โดยปกติของธุรกิจรถยนต์ การยกเลิกการรับรถจะมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10-20% โดยมีปัจจัยหลักคือข้อจำกัดด้านการเงินของลูกค้า" มาสด้าระบุ
สำหรับยอดขายมาสด้าโดยรวมช่วง ม.ค.-พ.ค.ที่ผ่านมา ทำได้ 2.2 หมื่นคัน เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว โดยรถที่มียอดขายสูงสุดคือ มาสด้า 2 ซึ่งเป็นรถที่อยู่ในโครงการรถคันแรก 1.09 หมื่นคัน ลดลงเล็กน้อย 11% ตามมาด้วย ปิกอัพ บีที-50 โปร 9,418 คัน เพิ่มขึ้น 68% มาสด้า 3 ทำได้ 1,700 คัน เพิ่มขึ้น 63%
ด้าน บริษัท เชฟโรเลตเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด แจ้งว่า เชฟโรเลต มียอดจองจากโครงการรถคันแรก 6,031 แบ่งเป็นรถปิกอัพ โคโลราโด 890 คัน และรถยนต์นั่ง โซนิค 5,141 คัน โดยขณะนี้สามารถส่งมอบได้แล้ว 2,828 คัน คิดเป็นสัดส่วน 55% ส่วนการยกเลิกการจองพบว่าอยู่ที่ 25% ส่วนผู้ที่ขอเลื่อนการรับรถออกไป มีประมาณ 20% ซึ่งส่วนใหญ่มีเหตุผลด้านสถานภาพทางการเงิน
การยกเลิกการจอง และเลื่อนรับรถ มีผลกระทบต่อบริษัทเล็กน้อย ในด้านการประเมินสินค้าคงคลัง และการคาดการณ์ยอดขาย แต่อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีแรกปีนี้ บริษัทสามารถสร้างยอดจองใหม่เพิ่มขึ้นได้มาก จากการสร้างแรงจูงใจผ่านแคมเปญ รวมไปถึงความสำเร็จในงาน บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ งานยูเอส แฟร์ เป็นต้น
"เราเชื่อมั่นว่าจะมีลูกค้าเพิ่มมากขึ้น และยอดขายจะเติบโตทั่วประเทศ โดยแคมเปญเหล่านี้จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่ 3 จากนั้นจะประเมินสินค้าคงคลังของเรา และตำแหน่งการขายเพื่อกำหนดขั้นตอนการดำเนินงานในไตรมาสที่ 4 ต่อไป"
ด้านการผลิต บริษัทจะยังคงเดินหน้าไปตามแผนงานเดิมที่กำหนดไว้ โดยปัจจุบันโรงงานเชฟโรเลตเดินสายการผลิต 2 กะ เพื่อรองรับการจำหน่ายในประเทศและตลาดต่างประเทศ ซึ่งเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา บริษัทมีตลาดมียอดการส่งออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์
"เชฟโรเลต มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 100 ปี ประสบการณ์วงจรอุตสาหกรรมมามากมาย ได้รับผลกระทบจากทุกปัจจัย ตั้งแต่สภาพเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติ ทำให้สามารถวางแผนและวิเคราะห์วงจรอุตสาหกรรม และสามารถปรับธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้"
ในส่วนของผู้ผลิตชิ้นส่วนซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบบ้างปัจจัยการตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่สามารถคาดเดาได้ บริษัทจะปรับการดำเนินงานและการทำงานร่วมกับบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วน เพื่อให้ทุกอย่างสามารถเดินหน้าต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าประสบการณ์ของผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ดำเนินธุรกิจมายาวนาน และมีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม อีกทั้งมีการพัฒนากระบวนการผลิต รวมไปถึงเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถรับมือกับการปรับแผนการผลิตได้อย่างรวดเร็ว





