วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยานยนต์คงเป้าส่งออก1.1ล้านคัน

ยานยนต์รับสภาพเงินบาทแข็งค่าฉุดรายได้-กำไร ส่งออก คงเป้าหมาย 1.1 ล้านคันรักษาฐานลูกค้าระยะยาว เล็งปรับราคา แต่หวั่นเสียตลาดในอนาคต

ปี 2555 อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีการส่งออกมูลค่ารวม 7.51 แสนล้านบาท ขยายตัวจากปีก่อนหน้า 32% ในจำนวนนี้เป็นรายได้จากการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป (ซีบียู) สูงสุด 4.9 แสนล้านบาท จากจำนวนส่งออก 1.02 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 39% นอกจากนั้นก็เป็นส่งออกในรูปแบบชิ้นส่วนประกอบ อะไหล่ และเครื่องยนต์ รวมถึงรายได้จากอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ 2.96 หมื่นล้านบาท ส่วนปี 2556 ผู้ผลิตตั้งเป้าเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว คือ 1.1 ล้านคัน แต่การส่งออกกำลังพบกับความท้าทายครั้งสำคัญ คือ ค่าเงินบาทที่แข็งตัวอย่างต่อเนื่อง

นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออกเพียงประการเดียวในขณะนี้ คือ ค่าเงินบาท แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องของเป้าหมายจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากที่กำหนดเอาไว้คือ 1.1 ล้านคัน เนื่องจากมีการตกลงล่วงหน้าไว้กับลูกค้าเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นสถานการณ์ค่าเงินที่เปลี่ยนไป ผู้ประกอบการก็จำเป็นต้องแบกรับ และหาทางออกที่ดีที่สุด โดยอาจจะต้องยอมลดกำไรลง หรือขาดทุนในบางรุ่น แต่บางค่ายก็อาจเตรียมการล่วงหน้าด้วยการประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้บ้างแล้ว ทำให้ได้รับผลกระทบที่แตกต่างกันออกไป

"ค่าบาทที่แข็งขึ้น ทำให้รายได้ลดลง ทางออกคือต้องปรับราคาเพิ่ม แต่ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะความสามารถในการแข่งขันของเราจะลดลง"

สำหรับค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น สิ่งที่จะเป็นผลดีก็คือ การนำเข้าทำให้มีรายจ่ายลดลง แต่ปัจจุบันการผลิตรถยนต์ในไทยใช้ชิ้นส่วนต่างประเทศน้อยมาก ดังนั้นผลประโยชน์ที่ได้จึงน้อยกว่าผลเสียที่เกิดขึ้น

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เปิดเผยว่า เป้าหมายการส่งออกปีนี้ที่กำหนดไว้ 1.1 ล้านคัน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการส่งออกชดเชยปี 2555 ที่ผู้ผลิตรถยนต์ขอผ่อนผันกับลูกค้าต่างประเทศในการชะลอส่งมอบรถออกไป เพื่อเร่งจัดการกับยอดค้างจองของลูกค้าในประเทศ ซึ่งมีอยู่จำนวนมากก่อน จากผลกระทบของปัญหาน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ทำให้การผลิตลดลงอย่างมาก

"แต่ปีนี้คงไม่สามารถที่จะไปขอลดจำนวนการส่งออกได้อีก ดังนั้นทุกอย่างจะต้องดำเนินการไปตามแผน แม้ว่าจะมีปัญหาค่าเงินบาทแข็งตัวก็ตาม เพื่อรักษาฐานลูกค้าเอาไว้"

ปัจจุบันตลาดส่งออกรถยนต์ของไทย ตลาดใหญ่ที่สุดคือเอเชีย คิดเป็นสัดส่วน 32% ของการส่งออกทั้งหมด ตามมาด้วยตะวันออกกลาง 26% ออสเตรเลีย และโอเชียเนีย 20% อเมริกาใต้ 12% ยุโรป 7% และแอฟริกาใต้ 3% โดยตลาดหลักมีการเติบโตที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเอเชีย หรือ ตะวันออกกลาง

นายสุรพงษ์กล่าวว่าค่าเงินบาทเริ่มส่งผลกระทบตั้งแต่ต้นปี ถึงปัจจุบันแข็งค่า 4% ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้การส่งออกอย่างมาก ทางผู้ประกอบการต้องการให้รัฐเข้ามาดูแล และคาดหวังว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นในระยะสั้นๆ เท่านั้น เพราะหากยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากไทยพึ่งพาส่งออกจำนวนมาก รวมถึงสินค้ายานยนต์ โดยค่าเงินที่กลุ่มฯ ต้องการเห็นคือ 32 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยการส่งออกได้มาก หรืออย่างน้อยที่สุดคือระดับ 30บาท

สำหรับในช่วง 2 เดือนแรก ปีนี้ (ม.ค.-ก.พ.) ตลาดส่งออกยังคงเป็นไปตามเป้าหมาย โดยรถซีบียูมียอด 1.81 แสนคัน เพิ่มขึ้น 38% คิดเป็นมูลค่า 8.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% นอกจากนี้ยังมีการส่งออกเครื่องยนต์ 4,598 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% ส่งออกชิ้นส่วนประกอบ 2.76 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% อะไหล่ 2,561 ล้านบาท ลดลง 18% ส่วนยอดเดือน มี.ค.จะสรุปในช่วงปลายเดือนนี้

นายโนบุยูกิ มูราฮาชิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ค่าเงินบาทส่งผลลบต่อธุรกิจของมิตซูบิชิ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ ทำให้มีรายได้ที่ลดลง ซึ่งบริษัทกำลังพิจารณาว่าจะปรับขึ้นราคาหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เนื่องจากเห็นว่าหากปรับขึ้นอาจจะทำให้ยอดสั่งซื้อลดลง ซึ่งก็จะส่งผลให้รายได้ลดลงในอนาคตเช่นเดียวกัน

"ในช่วงนี้เราต้องการจะรักษาระดับการผลิตและจำนวนการส่งออกไว้ และอยากให้รัฐบาลดูแล ไม่ควรมีการเคลื่อนไหวขึ้น-ลงของค่าเงินอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น" นายมูราฮาชิกล่าว