ผู้ผลิตชิ้นส่วน มั่นใจอุตฯยานยนต์พุ่ง แม้หมดโครงการรถคันแรก ชี้ตลาดส่งออกแข็งแกร่งดันยอดผลิตเกิน 2.5 ล้านคัน
ปี 2555 ตลาดรถยนต์ไทยเติบโตอย่างร้อนแรงกว่า 80% โดยได้รับแรงหนุนจากกำลังซื้อที่อั้นจากปี 2554 จากเหตุการณ์น้ำท่วม และที่สำคัญคือ โครงการรถคันแรกของภาครัฐที่มีผู้สนใจยื่นขอใช้สิทธิกว่า 1.25 ล้านราย ส่งผลให้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนขยายตัวตามไปด้วย ส่วนปี 2556 แม้ว่าไม่มีโครงการรถคันแรกเข้ามาสนับสนุนตลาด แต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนก็ยังคงมั่นใจว่าอุตสาหกรรมจะยังคงอยู่ในทิศทางที่เติบโต ขณะเดียวกันการบริหารจัดการด้านการผลิต หรือ แรงงาน เริ่มมีความลงตัวมากขึ้น
นายสามารถ ดีพิจารณ์ ประธานคลัสเตอร์ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมชิ้นส่วนมีแนวโน้มที่ดี เนื่องจากตลาดรถยนต์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าปีนี้จะหมดแรงกระตุ้นจากโครงการรถคันแรกไปแล้วก็ตาม แต่คาดว่าการผลิตรถยนต์จะเติบโตไปอยู่ในระดับ 2.55 ล้านคัน ซึ่งสูงกว่าปีที่แล้วที่ทำได้ 2.4 ล้านคัน
ทั้งนี้ การผลิตที่เพิ่มขึ้นมาจากทั้งตลาดส่งออกที่ขยายตัว และรถที่ค้างจองจากปี 2555 อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งทำให้ค่ายรถต้องเร่งการผลิตเพื่อส่งมอบให้ได้เร็วที่สุด รวมไปถึงปีนี้จะมีรถรุ่นใหม่เปิดตัวจำนวนมาก ทำให้ความต้องการชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องเพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มการผลิตของผู้ผลิตชิ้นส่วนยังคงจะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง และดำเนินการในรูปแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งอาจจะส่งผลทำให้การผลิตรถยนต์ในบางรุ่นต้องใช้เวลาบ้าง และการส่งมอบต้องใช้เวลาหลายเดือน
"อุตสาหกรรมที่ขยายตัว ช่วงที่ผ่านมาค่ายรถยนต์โตแบบก้าวกระโดด แต่อุตสาหกรรมชิ้นส่วนจะต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อป้องกันความเสี่ยงหากว่าอนาคตการเติบโตชะลอตัวลง"
การปรับการผลิตของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนในช่วงเวลานี้ จะเน้นการปรับรูปแบบการทำงานเป็นหลัก ส่วนการเพิ่มเครื่องจักรกลจะมีบ้าง แต่ไม่มากนัก เนื่องจากผู้ประกอบการต้องการดูทิศทางในอนาคตระยะยาว ว่า อุตสาหกรรมจะขยายตัวต่อเนื่อง คุ้มค่ากับการเพิ่มเครื่องจักรใหม่ที่มีต้นทุนสูงหรือไม่
ส่วนการปรับระบบการผลิต มีทั้งการเพิ่มกะทำงาน เป็น 2 กะ หรือ 3 กะ และการทำงานล่วงเวลา หรือ โอที โดยส่วนใหญ่เลือกโอที เนื่องจากเป็นแนวทางที่พนักงานชื่นชอบ เพราะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยขณะนี้โอทีสูงสุดอยู่ในระดับ 4 ชั่วโมง แต่ถ้าหากยังไม่พอจริงๆ จึงจะเพิ่มกะทำงาน แต่การจะทำให้ถึงระดับ 3 กะ ถือว่าเป็นเรื่องยาก
เอาท์ซอร์สโตรับการผลิต
ส่วนในบางช่วงเวลาที่ต้องเพิ่มการผลิตจำนวนมาก แต่พนักงานไม่สามารถทำงานได้ทัน ผู้ผลิตจะใช้วิธีการดึงแรงงานจากภายนอก หรือ เอาท์ซอร์ส ซึ่งปัจจุบันมีผู้ที่ตั้งบริษัทนายหน้าพร้อมจะป้อนแรงงานชั่วคราวเข้าสู่โรงงานในระดับตั้งแต่ 50-300 คน ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ดี เพราะโรงงานไม่ต้องการเพิ่มพนักงานประจำ เนื่องจากจะมีความเสี่ยง และต้นทุนเพิ่มขึ้น ในช่วงที่การผลิตไม่สูงนัก
"แรงงานเอาท์ซอร์ส จะใช้ในกระบวนการผลิตที่ไม่ต้องใช้ทักษะมากนัก โดยโรงงานจะจัดการอบรม 2-3 วัน ก็สามารถส่งเข้าสายการผลิตได้เลย"
ในส่วนของสถานการณ์แรงงานในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนปัจจุบัน พบว่า ยังขาดแคลนในบางส่วน ทำให้ต้องใช้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทดแทน โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทขนาดเล็ก หรือ เอสเอ็มอี ที่อาจมีสัดส่วนในระดับ 30% แต่โรงงานขนาดใหญ่จะใช้แรงงานต่างด้าวในสัดส่วนที่ต่ำกว่า เนื่องจากการผลิตจะมีเทคโนโลยีที่สูงขึ้น จึงต้องการแรงงานที่มีทักษะสูง
"อุตสาหกรรมชิ้นส่วน ยังคงต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว แต่ก็จะพยายามจำกัดไม่ให้ถึง 50% เพราะเป็นอัตราส่วนที่เสี่ยงเกินไป"
ตลาดส่งออกแข็งแกร่งดันชิ้นส่วนพุ่ง
นายถาวร ชลัษเฐียร ประธานกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย กล่าวว่า แม้ปีนี้บริษัทรถยนต์จะประเมินว่าตลาดรถยนต์จะหดตัวลงจากปี 2555 ประมาณ 10% แต่ตลาดส่งออกของไทยที่แข็งแกร่ง ทำให้ไม่กระทบต่อภาคการผลิต และอุตสาหกรรมชิ้นส่วน
"ตลาดส่งออกรถยนต์ของเราแข็งแกร่งมาก โดยตลาดหลักที่ส่งออก คือ เอเชีย และตะวันออกกลาง ซึ่งรวมกันแล้วมากกว่า 50% ของการส่งออกทั้งหมด ยังคงเติบโต ส่วนตลาดอื่นๆ ก็ขยายตัวเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ หรือแอฟริกาใต้ ส่วนตลาดยุโรป ซึ่งกำลังมีปัญหาเศรษฐกิจ มีสัดส่วนส่งออกแค่ 4-5% ทำให้ไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมอุตสาหกรรม"
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อุตสาหกรรมกังวล ก็คือ ค่าเงินบาท ซึ่งหากแข็งค่ามากขึ้น อาจจะส่งผลกระทบต่อตลาดส่งออกได้เช่นกัน
ในส่วนภาคการผลิต ซึ่งปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมชิ้นส่วนปรับตัวอย่างมากจากความต้องการที่สูงขึ้น ทั้งการเพิ่มโอที ปรับการทำงาน เช่น ทำงาน 4 วัน หยุด 2 วัน ถึงขณะนี้ระบบต่างๆ ถือว่าลงตัวแล้ว
ขณะที่แรงงาน ซึ่งปีที่ผ่านมาค่อนข้างขาดแคลน ก็ปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากระบบการทำงานที่ลงตัวมากขึ้น และการเคลื่อนย้ายแรงงานจากบางอุตสาหกรรมที่ยังไม่สามารถเปิดสายการผลิตได้ นับตั้งแต่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในปี 2554 ไหลเข้ามายังอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์มากขึ้น
ไทยรุ่งฯ มั่นใจรายได้เพิ่ม 20%
ด้าน นายสมพงษ์ เผอิญโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยรุ่งยูเนียนคาร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตชิ้นส่วนรายใหญ่ เปิดเผยว่า ปี 2556 คาดว่าจะมีการผลิตรถยนต์มากกว่า 2.5 ล้านคัน โดยส่วนหนึ่งเป็นการรองรับตลาดส่งออกที่เติบโต โดยเฉพาะตลาดเอเชียและตะวันออกกลาง จากนโยบายภาครัฐที่ต้องการผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของโลก และในอนาคตเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี จะยิ่งทำให้อุตสาหกรรมขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก อีกทั้งการที่ผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนจากทั้งญี่ปุ่นและยุโรปขยายการลงทุนเข้าไทยมากขึ้น ก็จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วน
ในส่วนของไทยรุ่งฯ คาดว่าตลาดที่ขยายตัวจะทำให้ปีนี้มีรายได้เพิ่มขึ้น 15-20% ซึ่งรายได้หลักจะมาจากธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์ นอกจากนั้นมาจากงานรับจ้างประกอบ พ่นสี ต่อตัวถังรถ และชิ้นส่วนเครื่องจักรอุตสาหกรรม โดยบริษัทจะปรับการผลิตด้วยการลงทุนด้านเครื่องจักรและเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรให้มีการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น





