ทิศทางตลาดรถ หลังหมดโครงการรถคันแรก คาดภาพรวมตลาดหดเหลือ 1.2 ล้านคัน
ตลาดรถยนต์ในปีนี้ สิ่งที่หลายคนอยากจะรู้ก็คือ ทิศทางการขายหลังจากหมดแรงกระตุ้นพิเศษจากภาครัฐในโครงการรถคันแรกที่ผลักดันให้มียอดขายจากโครงการนี้กว่า 1.2 ล้านคน และทำให้ตลาดรถยนต์ปี 2555 ที่ผ่านมา มีตัวเลขกว่า 1.4 ล้านคัน สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของตลาดรถยนต์ไทย
นักการตลาดคาดการณ์กันตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2556 ภาพรวมการขายจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากยังมีรถค้างจองส่วนหนึ่งที่จะต้องทยอยส่งมอบในปีนี้ โดยเฉลี่ยคาดว่าจะจัดการได้หมดในช่วงกลางปี และหลังจากนั้นตลาดจะกลับเข้าสู่สภาวะความต้องการที่แท้จริงของตลาด โดยคาดกันว่าตลอดปีนี้ยอดขายจะหดตัวลงไปประมาณ 10%
ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนอยากรู้ก็คือ ทิศทางตลาดรถยนต์นั่งปีนี้จะเป็นอย่างไร และกลุ่มรถที่เคยได้รับสิทธิ์รถคันแรกจะลดลงมากน้อยแค่ไหน อีกทั้งรถที่เคยได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าวจะฟื้นตัวได้หรือไม่ โดยเฉพาะรถในกลุ่มคอมแพคท์ ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร เนื่องจากเป็นรถที่อยู่ในตลาดที่ใกล้เคียงกับ ซับคอมแพคท์ เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ซึ่งเป็นรถที่มีแต้มต่อคือ สิทธิ์การคืนภาษีรถคันแรกเต็ม 1 แสนบาท ส่งผลให้ช่วงว่างระหว่างราคาของ 1.5 และ 1.6 เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ผู้จัดงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 29 ช่วงปลายปีที่ผ่านมา เปิดเผยรายละเอียดการจองรถภายในงาน ซึ่งทำได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 8.5 หมื่นคัน ว่า ส่วนใหญ่เป็นการจองรถยนต์นั่ง คิดเป็นสัดส่วน 74% และในจำนวนนี้ เป็นการจองของผู้ที่ใช้สิทธิ์รถคันแรกถึง 75% โดย รถที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ ฮอนด้า ซิตี้ ซูซูกิ สวิฟท์ และนิสสัน อัลเมร่า ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มตัวอย่างที่บ่งบอกถึงความนิยมในการเลือกซื้อกลุ่มรถต่างๆ เป็นอย่างดี
การที่รถยนต์นั่งได้รับความนิยมสูงกว่า เนื่องจากได้รับเงินคืนภาษีมากกว่า ขณะที่รถปิกอัพได้น้อยกว่า โดยเฉพาะรถกลุ่มตอนเดียวที่ได้ต่ำกว่า 2 หมื่นบาท
นายทาคายูกิ คิมูระ ประธานบริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า รถคอมแพคท์อย่างซิลฟี่ได้รับผลประทบอย่างมาก โดยเฉพาะรุ่นล่างที่ราคาใกล้เคียงกับรถซับคอมแพคท์ 1.5 ลิตร แต่หลังจากหมดโครงการตั้งแต่ 31 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ราคากลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกันอีกครั้ง
"ซิลฟี่ที่ขายช่วงปี 2555 นั้น 80% เป็นรุ่นท็อปเกรด แต่เชื่อว่าหลังจากหมดโครงการรถคันแรก เกรดระดับกลาง และล่าง คนจะมองหามากขึ้น"
เช่นเดียวกับ โชอิชิ ยูกิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่บอกว่ามาสด้า 3 รุ่น 1.6 ได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่ก็มั่นใจว่าจะปรับตัวดีขึ้นในปีนี้
ล่าสุดมาสด้าเปิดเผยยอดขายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งโดยรวมทำได้ 5,729 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 50% และในจำนวนนี้พบว่า มาสด้า 2 มียอดขายลดลงเล็กน้อย 4% จาก 3,097 เหลือ 2,967 คัน ขณะที่มาสด้า 3 เพิ่มขึ้น 10% จาก 353 คัน เป็น 387 คัน
แม้จะเป็นยอดขายแค่เดือนเดียว และจากค่ายเดียว แต่ก็สะท้อนได้ตรงตามสมมติฐานของนักการตลาดก่อนหน้านี้
"รถเก๋ง 1.6 ลิตร ได้รับผลกระทบจากรถคันแรก แต่หลังจากหมดโครงการแล้วจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ รถในระดับราคา 8-9 แสนบาท จะกลับมา ซึ่งก็คือกลุ่มรถคอมแพคท์ขนาด 1.6 ลิตร เนื่องจากมีขนาดที่ใหญ่กว่าซับคอมแพคท์ 1.5 ลิตร"





