วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลาดรถยนต์ 2556 ปีแห่งความท้าทาย

ปี 2555 ที่เพิ่งจะผ่านพ้นไป เป็นปีทองของตลาดรถยนต์ หลังได้แรงกระตุ้นจากกำลังซื้อที่อั้นมาจากปี2554 และนโยบายประชานิยมกับโครงการรถคันแรก

ที่คืนภาษีสรรพสามิตให้สูงสุด 1 แสนบาท ส่งผลให้ตลาดขยายตัวอย่างมาก คาดว่ายอดรวมทั้งปีจะทำได้สูงกว่า 1.4 ล้านคัน สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากที่ช่วง ม.ค.-พ.ย.ทำได้รวม 1.29 ล้านคัน สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 74%

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักการตลาดค่ายรถต่างๆ เห็นตรงกันก็คือ ตลาดปี 2555 เป็นตัวเลขที่บิดเบือน เนื่องจากมีกำลังซื้อล่วงหน้าเข้ามาจำนวนมาก จากแรงดึงดูดของโครงการรถคันแรก ทำให้คนเร่งการซื้อเพื่อให้ทันกับการใช้สิทธิ์ที่เพิ่งหมดไปเมื่อ 31 ธ.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ก็ส่งผลต่อการวางแผนทั้งการตลาด และการผลิต เนื่องจากไม่รู้ถึงความต้องการที่แท้จริง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ซูซูกิ ที่เปิดตัว รถอีโค คาร์ รุ่นสวิฟท์ พร้อมกับตั้งเป้าการขาย 1 หมื่นคันในปีแรก แต่ตัวเลขช่วงปลายปีที่แล้วมีการส่งมอบไปแล้ว 1.7 หมื่นคัน และยังมีรถที่รอการส่งมอบอีกกว่า 3 หมื่นคัน

ซึ่งยอดส่งมอบ 1.7 หมื่นคัน เป็นตัวเลขที่สูงกว่าเป้าหมายเดิมอย่างมาก โดยในช่วงแรก ซูซูกิ ก็พยายามที่จะรักษาระดับการผลิตเอาไว้ โดยไม่ปรับเพิ่มขึ้นมากนัก ด้วยเกรงว่าจะเกิดปัญหาในอนาคตได้ แต่ท้ายที่สุดก็ต้องตัดสินใจเพิ่มการผลิตในที่สุด โดยปีนี้จะมีกำลังการผลิต 5 หมื่นคัน/ปี

การเพิ่มการผลิตของโรงงานรถยนต์ รวมไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนในปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะหลีกเลี่ยงการลงทุนขนาดใหญ่ ยกเว้นค่ายที่มีแผนเพิ่มการผลิตอย่างชัดเจนในอนาคต โดยเลือกใช้วิธียืดหยุ่นแทน เช่น ปรับระบบการทำงาน เพิ่มกะทำงาน เพิ่มทำงานล่วงเวลาหรือโอที หรือลดระยะเวลาที่รถสำเร็จรูปจะออกจากสายพานการผลิต (takt time) เพื่อพร้อมที่จะรับมือหากความต้องการลดลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วน ที่มีความเสี่ยงมากกว่า หากต้องลงทุนขนาดใหญ่

การพยายามปรับตัวดังกล่าว ทำให้เกิดพัฒนาการของระบบการทำงานใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น ระบบที่เรียกกันเล่นๆ ว่า 4-2-24-7 ซึ่งคือ พนักงานทุกคนจะทำงาน 4 วัน หยุด 2 วัน โรงงานเดินเครื่อง 24 ชม.และ 7 วันในสัปดาห์ เป็นต้น

การผลิตที่เพิ่มขึ้น ช่วยให้การส่งมอบทำได้มากขึ้น ดังนั้นจึงเห็นได้ว่ายอดขายในแต่ละเดือนมีทิศทางที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา ที่จะดูสะดุดไปบ้างก็คือเดือน เม.ย.แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นเดือนที่มีวันหยุดจำนวนมาก ทำให้การผลิตทำได้น้อย

เปิดแผนลงทุนค่ายรถ

อย่างไรก็ตามปี 2555 ถือว่าเป็นปีที่ค่ายรถยนต์เพิ่มการลงทุน หรือ ประกาศแผนลงทุนจำนวนมาก เช่น อีซูซุ ที่เชื่อมั่นว่าตลาดรถยนต์ในอนาคตอันใกล้จะมียอดขายในระดับ 2 ล้านคัน ขณะที่การส่งออกก็จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงได้ควักเงินลงทุน 6,500 ล้านบาท สร้างโรงงานแห่งใหม่ที่เกตเวย์ ฉะเชิงเทรา เพื่อผลิตรถปิกอัพ และรถบรรทุกเพิ่มขึ้น 1.2 แสนคัน/ปี ทำให้ผลิตได้รวมทั้งสิ้นเกือบ 5 แสนคัน/ปี

ทางด้านโตโยต้า ซึ่งประกาศแผนมาตั้งแต่ปลายปี 2554 แต่การเพิ่มการผลิตจะเริ่มต้นในปีนี้ นั่นคือ โรงงานเกตเวย์ 2 ฉะเชิงเทรา ที่จะมีกำลังการผลิต 1 แสนคัน/ปี รวมไปถึงการฟื้นฟูโรงงานไทย ออโต้ เวิร์ค สมุทรปราการ อีก 2 หมื่นคัน/ปี ทั้งนี้ โตโยต้าตั้งเป้าว่า 5 ปี ข้างหน้า จะสามารถผลิตรถได้ 1.2 ล้านคัน

ด้าน นิสสัน ก็เตรียมลงทุน 1.1 หมื่นล้านบาท สร้างโรงงานแห่งที่ 2 ที่ถนนบางนา-ตราด คาดว่าจะเริ่มการได้ในปี 2557 ด้วยกำลังการผลิตเริ่มต้น 7.5 หมื่นคัน/ปี และจะเพิ่มเป็น 1.5 แสนคัน ในอนาคต

ปัจจุบันโรงงานนิสสันที่บางนา-ตราด ผลิตรถได้ 2.2 แสนคัน/ปี ซึ่งถือว่าเป็นการผลิตที่น้อยไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด นิสสันต้องแก้ปัญหาด้วยการส่งปิกอัพ นาวาร่า ไปให้โรงงานมิตซูบิชิที่แหลมฉบังประกอบในรูปแบบการว่าจ้าง ส่วนโรงงานนิสสัน เน้นผลิตรถยนต์นั่ง โดยเฉพาะอีโค คาร์ ทั้งมาร์ช และอัลเมร่า ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะในช่วงที่มีโครงการรถคันแรก

การเพิ่มการผลิตในไทย นอกจากเป้าหมายเพิ่มยอดขาย ขยายตลาดส่งออกแล้ว ยังจะมีผลต่อแผนการของนิสสัน มอเตอร์ บริษัทแม่ ที่ต้องการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในอาเซียนให้ได้ 15% ภายในปี 2559

ทางด้านฮอนด้าช่วงปลายปีที่ผ่านมา ได้เพิ่มการผลิต 10% และภายในปีนี้จะเพิ่มอีก 100 คัน/วัน ซึ่งจะทำให้เพิ่มการผลิตเป็น 2.88 แสนคัน/ปี จาก 2.4 แสนคัน/ปี

ขณะที่มิตซูบิชิ ซึ่งช่วงนี้กำลังเดินหน้าเพื่อให้โรงงานแห่งที่ 3 เดินสายการผลิตได้เต็ม 100% ก็เปิดแผนใหม่ควบคู่กันไป คือ การลงทุน 1,000 ล้านบาท ในปีนี้ เพิ่มการผลิตเพื่อให้ถึงเป้าหมาย 5.1 แสนคัน ในปี 2558

2556 ตลาดหดตัว 10%

ตลาดในประเทศ ค่ายรถที่มีแผนลงทุนทั้งหมด ต่างก็มองในทิศทางเดียวกัน ก็คือ เชื่อว่ายอดขายจะปรับตัวลดลง โดยเฉลี่ย 10% แต่การที่ตัดสินใจลงทุน เพราะมั่นใจว่าทิศทางตลาดจะเติบโตขึ้นในอนาคต ส่วนตลาดปี 2556 ที่หดตัวลง เป็นเพราะปี 2555 เป็นการเติบโตที่ผิดปกติ และตัวเลขในปีนี้ที่คาดว่าจะอยู่ในระดับ 1.2 ล้านคัน ก็สูงกว่าปี 2554 ที่ทำได้ 7.8 แสนคัน ในอัตราการเติบโตที่ไม่ผิดปกติ

แต่สิ่งที่ค่ายรถกังวลมากกว่าก็คือ การผลิตที่เพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา จะทำให้เกิดความไม่สมดุลกับตลาดในปีนี้ และอาจจะนำไปสู่การเกิดสงครามราคาได้

นอกจากนี้สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามาก็คือ ทุกค่ายจะต้องจัดกิจกรรมการตลาดส่งเสริมการขาย เพื่อรักษาฐานการตลาดเอาไว้ให้ได้อย่างเหนียวแน่น

และจากการเดินสายพูดคุยกับบริษัทรถยนต์หลายค่ายๆ นอกจากทุกค่ายจะมีความเห็นตรงกันว่า ตลาดจะหดตัวลง 10% แล้ว ยังมีความคิดเห็นที่ตรงกันอีกสิ่งหนึ่งก็คือ ทุกค่ายเชื่อมั่นว่ายอดขายของตนจะเติบโต สวนทางตลาดรวม

31 ธ.ค.2556 เท่านั้นที่จะให้คำตอบได้ว่าการเติบโตของค่ายรถต่างๆ ที่ได้พูดคุย ส่งผลให้ค่ายใดหดตัวลงอย่างรุนแรง หรือว่า คาดการณ์ของบริษัทเหล่านั้นเป็นเพียงการรายงานเชิงบวกให้กับบริษัทแม่เท่านั้น