อีกไม่กี่วัน ก็จะได้รู้ราคา มิตซูบิชิ ปาเจโร (Mitsubishi Pajero) ใหม่ เจเนอเรชัน 5 ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการวันที่ 19 ต.ค. วันนี้ไปลองขับกันก่อน ทั้งทางเรียบและออฟโรด
มิตซูบิชิ ปาเจโร (Mitsubishi Pajero) ใหม่ จะเปิดตัวในไทย 3 รุ่นย่อย ทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ คือ
- GLS ขับเคลื่อน 2 ล้อ
- GSR ขับเคลื่อน 2 ล้อ
- Super Exceed ขับเคลื่อน 4 ล้อ
แต่ข้อมูลเทคนิคหลัก ๆ เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ เกียร์ ระบบช่วงล่าง จะต่างกัน ก็คือ ล้อและยาง ที่รุ่นเริ่มต้น GLS ขับเคลื่อน 2 ล้อ ใช้ยางขนาด 255/65 R18 ขณะที่รุ่นกลาง GSR ขับเคลื่อน 2 ล้อ และรุ่นท็อป Super Exceed ขับเคลื่อน 4 ล้อ ขนาด 255/55 R20
ไปลองขับกันครับ วันนี้จะขึ้นเหนือไปเชียงใหม่กับเส้นทางที่หลากหลาย ทั้งออนโรด ออฟโรด ทั้งในเมือง นอกเมือง และทางขึ้นลงเขา อย่างสะเมิง หรือ ม่อนแจ่ม โดยผมขับ 2 รุ่นคือ GSR กับ Super Exceed
เครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร บล็อกเดิมแต่ปรับจูนใหม่ให้ได้สมรรถนะดีขึ้น จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ใช้งานได้ดี การตอบสนองเป็นแบบนุ่มนวล การขับขี่ทั่วไป เรียกกำลังมาได้แบบไม่ต้องเค้นกำลัง ค่อย ๆ กดน้ำหนักเท้าขวาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ความเร็วไล่ขึ้นไปได้ต่อเนื่อง และค่อนข้างเงียบทีเดียว
แต่หากต้องการเรียกกำลังแบบเร่งด่วน เช่น การหาจังหวะแซงบนเขาที่เป็นถนน 2 เลน สวนทาง การกดคันเร่งแรง ๆ ก็เรียกแรงกระชากรถไปข้างหน้าได้รวดเร็ว แน่นอนว่าจังหวะแบบนี้มีเสียงคำรามเครื่องยนต์ให้ได้ยิน เป็นเรื่องธรรมดา
พูดถึงเสียงโดยรวม ๆ กระจกหน้า และกระจกหน้าต่างทั้ง 4 บาน ที่เป็นอคูสติก กลาส เก็บเสียงได้ดี ทำให้ภายในห้องโดยสารค่อนข้างเงียบ อาจจะมีเสียงจากยางเข้ามาบ้าง โดยเฉพาะในช่วงถนนคอนกรีต แต่โดยรวมแล้วถือว่าทำได้ดี
ช่วงล่างน่าจะเป็นอีกหนึ่งในจุดเด่นของรถสไตล์ เอสยูวี (บางคนอาจจะบอกว่า พีพีวี เอาเป็นว่าเข้าใจตรงกันว่ารูปแบบรถเป็น เอสยูวี แต่อัตราภาษี พีพีวี ที่มีเฉพาะในบ้านเราประเทศเดียว) ที่มีขนาดตัวถังใหญ่ น้ำหนักค่อนข้างเยอะ แต่การยึดเกาะถนนทำได้ดี การขับขี่บนเส้นทางทั่วไป รถนิ่ง ขับได้ผ่อนคลาย และโดดเด่นมากขึ้น เมื่อต้องรองรับกับเส้นทางบนเขา การจัดการโค้งแคบ ๆ ก็ยังทำได้ดี มีความแม่นยำสูง
อาการโอเวอร์สเตียร์ หรือ อันเดอร์สเตียร์ ไม่มีให้รู้สึก ขณะที่จังหวะการให้ตัวโยนตัวมีน้อย เป็นมิตรกับผู้โดยสารเบาะนั่งแถว 2 แถว 3 จากการสอบถามคนอื่น และการไปลองนั่งด้วยตัวเอง
ช่วงล่วงนี่ที่สุดแล้ว ผมว่าก็อยู่ที่ความชอบแต่ละคนเหมือนกัน อย่างเช่นทริปนี้บางคนบอกว่ากระด้างไปหน่อย โดยเฉพาะบนถนนซีเมนต์ แต่ผมว่าโอเค แน่นอนมันจะรู้สึกได้ถึงความแข็งอยู่บ้าง แต่ก็ช่วยให้รถดูมั่นคง
และมื่อรวมกับพวงมาลัยแรค แอนด์ พิเนียน พาวเวอร์ ไฟฟ้า ที่เซ็ทน้ำหนักมาดีแบบที่ผมชอบ มันทำให้อารมณ์โดยรวมของรถดูหนักแน่น มั่นคง ขับแล้วไม่เหนื่อย
สำหรับการขับบนเขา ผมขับทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ คำตอบก็คือ แบบไหนก็ได้ครับ
แต่จุดเด่นอย่างหนึ่งของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ของมิตซูบิชิ คือ มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้ใช้งานถนนทางเรียบได้ หรือ 4H ซึ่งระบบนี้จะกระจายกำลังไปด้านหน้า 40% หลัง 60% ผมก็ลองใช้อยู่บ้างบนภูเขาที่เชียงใหม่ฝนตกทั้งวัน ก็ช่วยให้รถดูมั่นคงขึ้น เข้าออกโค้งได้เนียนขึ้น แต่ก็ไม่ถึงกับแตกต่างกันมากนัก เพราะเอาจริง ๆ การเลือก 2H ก็สามารถคอนโทรลรถได้ดีอยู่แล้วนั่นเอง
ส่วนอัตราสิ้นเปลืองจาการลองขับในรูปแบบของผม และเสนทางแบบนี้ รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ได้ 12.7 กม./ลิตร ขณะที่รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ได้ 11.5 กม./ลิตร
ขณะที่การขับขี่ในเส้นทางออฟโรด ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super All Wheel Control (S-AWC) และ Super Select 4WD-II (SS4-II) เป็นจุดเด่นของมิตซูบิชิอย่างที่บอกไป โดยรูปแบบการขับขี่ เลือกได้ 4 รูปแบบ คือ
- 2H : ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง
- 4H : ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบฟูลไทม์
- 4HLc : ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบพาร์ทไทม์ ล็อกเพลาขับหน้า-หลังเข้าด้วยกัน
- 4LLc : ขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมล็อกเพลาขับหน้า-หลังและใช้อัตราทดเกียร์ต่ำ
และยังมีระบบที่ช่วยขับขี่ ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control – AYC) ที่มิตซูบิชิพิสูจน์มาแล้วในรถรุ่นอื่น รวมถึงรถขับเคลื่อน 2 ล้อ ไม่ว่าจะเป็นตระกูล เอ็กซ์แพนเดอร์ หรือว่า เอ็กซ์ฟอร์ซ เมื่อมาอยู่ใน ปาเจโร ก็สามารถที่จะจัดการกับทางโค้งออฟโรดได้เนียน ๆ
โหมดการขับขี่เลือกได้ 7 รูปแบบ ได้แก่ Normal, Eco, Gravel, Snow, Mud, Sand และ Rock
ส่วนเส้นทางอื่น ๆ ทั้งลุยน้ำ ลุยโคลน ลุยลำธารหิน ปีนเนิน ลงเนิน เนินเอียง เนินสลับหรือว่าหลุมลึก ทำให้ล้อไม่แตะพื้นทั้ง 4 ล้อ บางช่วงแค่ 2 ล้อ รวม ๆ แล้วผ่านอุปสรรคง่าย ๆ แม้ว่าอุปสรรคจะเพิ่มขึ้นจากฝนที่ตกทั้งวันเพิ่มความลื่นท้าทายยางติดรถที่เป็นยาง H/T ไม่ใช่แม้กระทั่ง A/T
จุดเด่นในเส้นทางออฟโรดคือ แรงบิดของเครื่องยนต์ที่สูง และไม่ต้องใช้รอบสูง สัก 1,000 รอบ ก็ไปได้สบาย ๆ แต่บางช่วงเช่นเนินชัน หรือลุยโคลนก็เพิ่มน้ำหนักเท้าอีกเล็กน้อยขึ้นไปสัก 1,500 รอบ ก็ไปได้
เรียกได้ว่าเส้นทางออฟโรดแบบนี้ ขับนิ่ง ๆ สบาย ๆ ไม่ต้องรุนแรงกับเครื่องยนต์ รถก็ไปได้ไม่ยาก
ส่วนความสูงใต้ท้องรถ หรือ มุมไต่มุมจากของรถ ก็ผ่านอุปสรรคของสนามนี้ได้
และอีกอย่างที่รับรู้ได้คือ การบิดตัวของตัวถังน้อยมาก ไม่ได้ยินเสียงอะไร รวมถึงระยะยืดยุบของช็อค แอบซอร์เบอร์ ก็อยู่ในเกณฑ์ดี
ถือเป็นเอสยูวี ในกลุ่ม D Segment ห้องโดยสารกว้าง ๆ นั่งได้ 7 คน ที่น่าสนใจครับ
ส่วนสเปครถ ติดตามได้ที่นี่ https://www.bangkokbiznews.com/auto/1253975





