มิตซูบิชิ ฟื้นตลาด ปาเจโร (Mitsubishi Pajero) อีกครั้ง หลังจากหยุดพัฒนา และทำตลาดไปพักใหญ่ โดยใช้ไทยเป็นฐานผลิต และเปิดจำหน่ายเป็นตลาดแรก ก่อนส่งออกไปทำตลาดทั่วโลก
ได้รับเสียงตอบรับที่ดีทีเดียว สำหรับ มิตซูบิชิ ปาเจโร ใหม่ (Mitsuishi Pajero) หลังจากเผยโฉมอย่างเป็นทางการที่ โตเกียว เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา
เป็นการฟื้นฟูตลาด รถที่สร้างชื่อจากรายการแข่งขันแรลลี หฤโหด อย่างดาการ์ แรลลี อีกครั้ง หลังจากหยุดการพัฒนาไปเกือบ 20 ปี กับ เจเนอเรชั่นที่ 4 ส่วนการทำตลาดนั้นหยุดไปในปี 2564 สำหรับตลาดโลก และตลาดญี่ปุ่นหยุดในปี 2562
ปาเจโร เจเนอรชัน 5 เป็นรถแบบ body on frame ที่ใช้แชสซีส์จากปิกอัพไทรทัน เป็นพื้นฐานการต่อยอดพัฒนา โดยครั้งนี้มิตซูบิชิ มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ตัดสินใจใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่โรงงานแหลมฉบัง รองรับการส่งออกไปทำตลาดหลายประเทศทั่วโลก
โดยที่ไทยจะเป็นประเทศแรกที่เปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ มีกำหนดการเปิดตัววันที่ 19 ตุลาคมทึ่จะถึงนี้
ด้วยความที่มีเป้าหมายทำตลาดทั่วโลก ดังนั้นสเปค แต่ละตลาดอาจจะแตกต่างกันบ้าง มาดูว่าสำเวอร์ชั่นประเทศไทย สเปคเป็นอย่างไรบ้าง
ปาเจโร ตลาดประเทศไทย มี 3 รุ่นย่อย
- GLS ขับเคลื่อน 2 ล้อ
- GSR ขับเคลื่อน 2 ล้อ
- Super Exceed ขับเคลื่อน 4 ล้อ
เครื่องยนต์ตัวเดียวกันทุกรุ่น คือ เครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร แบบ 4 สูบแถวเรียง ดีเซล คอมมอนเรล ดับเบิ้ลโอเวอร์เฮด แคมชาฟท์ (DOHC) 16 วาล์ว เทอร์โบแปรผันแบบ Wide Range Single-VGT
- กำลังสูงสุด 204 แรงม้า
- แรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร
เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ รุ่นใหม่ พร้อม Sport Mode และ Paddle Shift
โครงสร้างแชสซีส์แบบแลดเดอร์เฟรม (Ladder Frame)
ระบบกันสะเทือนด้านหน้าอิสระแบบปีกนกคู่พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง
ระบบกันสะเทือนด้านหลังแบบ 5 ลิงค์ ทอร์คอาร์ม พร้อมเหล็กกันโคลง
รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ มี ระบบ Super All Wheel Control (S-AWC) และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD-II (SS4-II)
รูปแบบการขับขี่ เลือกได้ 4 รูปแบบ
- 2H: ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง
- 4H: ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบฟูลไทม์ กระจายแรงบิดระหว่างเพลาหน้า-หลังในอัตราส่วน 40:60
- 4HLc: ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบพาร์ทไทม์ ล็อกเพลาขับหน้า-หลังเข้าด้วยกัน
- 4LLc: ขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมล็อกเพลาขับหน้า-หลังและใช้อัตราทดเกียร์ต่ำ
ระบบ Super-All Wheel Control (S-AWC) ยังรวมการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบฟูลไทม์ (4H) เข้ากับระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control – AYC) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (Active Stability and Traction Control – ASTC) และระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (Anti-lock Braking System – ABS)
โหมดการขับขี่มีให้เลือก 7 รูปแบบ ได้แก่
- Normal
- Eco
- Gravel
- Snow
- Mud
- Sand
- Rock
และมีระบบช่วยเหลือการขับขี่ Active LSD ช่วยลดอาการล้อหมุนฟรีบนพื้นผิวลื่นหรือเมื่อล้อข้างใดข้างหนึ่งสูญเสียการยึดเกาะ ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control – HDC)
ปาเจโร ใหม่ มีกระจังหน้า 2 รูปแบบ
- กระจังหน้าแบบ Kendo Mask สไตล์ญี่ปุ่นในรุ่น GLS และ GSR
- กระจังหน้าแบบรังผึ้ง หรือ Honeycomb อยู่ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Exceed เป็นการนำกระจังหน้าจากตำนานดาการ์ แรลลี่ ของมิตซูบิชิ ปาเจโร รุ่น 1 มาพัฒนาใหม่ให้มีความร่วมสมัย ทันสมัย และหรูหรามากขึ้น เสริมด้วยชุดตกแต่งกันชนหน้าและกันชนหลัง และแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถ
มาดูสเปคของรถ ซึ่งก็จะแตกต่างกันในแต่ละรุ่นย่อย แต่ถ้าเป็นตัวท็อปจะได้ทั้งหมดที่พูดถึงนี้
- ไฟหน้า-ท้ายแบบ LED รูปตัวที (T-Shape) ทอดยาวแนวนอน
- ถ่ายทอดกลิ่นอายของมิตซูบิชิ ปาเจโร รุ่นที่ 1 ด้วยการฝังไฟหน้าและไฟตัดหมอกแบบ LED เข้าไปในตัวรถ
- ไฟหน้า-ท้ายแบบไดนามิก (Dynamic Flow Light)
- ระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าและไฟสูงแบบอัตโนมัติ (Automatic Headlight and Automatic High Beam)
- ไฟหน้า LED แบบปรับระดับลำแสงอัตโนมัติ (Adaptive LED Headlight)
- ระบบไฟส่องสว่างอัตโนมัติเมื่อปลดล็อก และระบบไฟนำทางหลังดับเครื่องยนต์ (Welcome Light and Coming Home Light System)
- ไฟส่องพื้น พร้อมสัญลักษณ์ PAJERO (Puddle Lamp with PAJERO Logo)
- ซุ้มล้อขนาดใหญ่ ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ในรุ่น GLS
- ล้ออัลลอยสีทูโทนขนาด 20 นิ้ว ในรุ่น GSR
- ล้ออัลลอยสีทูโทนรมดำขนาด 20 นิ้ว ในรุ่น Super Exceed
- คิ้วซุ้มล้อรองรับการติดตั้งท่อสน็อกเกิล
- ไฟสร้างบรรยากาศ (Ambient Light) แบบซ่อนไฟ
- วัสดุเบาะหนังแท้ Semi-Aniline และหนังสังเคราะห์เกรดพรีเมียม
- หลังคากระจกพาโนรามา (Panoramic Roof) ขนาดใหญ่ที่สุดในคลาส
- มือจับขึ้น-ลงรถบริเวณแผงคอนโซลหน้าที่นำดีเอ็นเอจากมิตซูบิชิ ปาเจโร รุ่นที่ 1 มาใข้
- แผงด้านหน้าใช้เทคนิคการเดินด้ายแบบงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมของญี่ปุ่น หรือ คิเมะโคมิ (Kimekomi)
- แผงประตูตกแต่งด้วยตะเข็บรูปตัวเอส (S-Curve)
- หน้าจอระบบสัมผัสและหน้าจอแสดงผลการขับขี่แบบชิ้นเดียว (Monolithic Dual Display) ขนาด 14.3 นิ้ว ในรุ่น Super Exceed ขนาด 12.3 นิ้ว ในรุ่น GLS และ GSR แสดงผลทั้งคอนเทนต์และข้อมูลการทำงาน ผ่านกราฟิกแบบไดนามิก 16 รูปแบบ ปรับเปลี่ยนตามช่วงเวลาของวันได้แบบเรียลไทม์
- ดีไซน์มาตรวัด 3 ช่องจากรุ่นก่อนหน้านำมาตีความใหม่เป็นหน้าจอมัลติมิเตอร์ (Multi Meter) รูปแบบดิจิทัลที่แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ เช่น ระดับความสูง ทิศทางการเดินทาง อุณหภูมิ และระดับความชันและความเอียง
- ระบบเสียง Dynamic Sound Yamaha Ultimate ที่พัฒนาร่วมกันกับยามาฮ่า คอร์ปอเรชั่น พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง ซับวูฟเฟอร์
- วัสดุลดแรงสั่นสะเทือนภายในโครงสร้างประตู
- ระบบชดเชยเสียง 3 รูปแบบที่สามารถปรับระดับความดังและย่านความถี่ได้ตามสถานการณ์ต่าง ๆ
- เบาะนั่งด้านคนขับ และผู้โดยสารตอนหน้า ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบดันหลังปรับด้วยไฟฟ้า ระบบระบายอากาศ รวมถึงระบบจดจำตำแหน่ง
- พวงมาลัยไฟฟ้าหุ้มหนังปรับ 4 ทิศทาง
- กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว ปรับ และพับด้วยไฟฟ้า
- เบาะนั่งแถวที่ 2 สามารถเลื่อนตำแหน่งหน้า-หลังได้ 150 มิลลิเมตร และใช้งานร่วมกับฟังก์ชันพับเบาะไปด้านหน้า (Tumble) เพื่อให้ผู้โดยสารเข้า-ออกเบาะนั่งแถวที่ 3 ได้สะดวก
- เบาะนั่งแถวที่ 3 พับได้แบบ 50:50
- ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบแฮนด์ฟรี
- กระจกกันเสียงรบกวน (Acoustic Glass) ถึง 5 บาน คือ กระจกบังลมหน้า กระจกประตูทั้ง 4 บาน
- วัสดุซับเสียงรอบคัน
ระบบความปลอดภัย และช่วยเหลือการขับขี่
- กล้อง เซนเซอร์ และเรดาร์ ตรวจจับสภาพแวดล้อม
- ระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control – ACC)
- ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning – BSW)
- ระบบสัญญาณเตือนขณะเปลี่ยนเลน (Lane Change Assist – LCA)
- ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (Forward Collision Mitigation – FCM)
- ระบบคาดการณ์การชนซ้อนสองคันข้างหน้า (Predictive Forward Collision Warning – PFCW)
- ระบบเตือน และป้องกันการออกนอกเลน (Land Departure Prevention/Lane Departure Warning – LDP/LDW)
- ระบบเตือน รถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification – LCDN)
- ระบบเตือน รถวิ่งตัดผ่านด้านหน้า (Front Cross Traffic Alert – FCTA)
- ระบบเตือนด้านหลัง ขณะถอยออกจากช่องจอด (Rear Cross Traffic Alert – RCTA)
- ระบบการช่วยเหลือฉุกเฉิน ในกรณีเหยียบคันเร่งผิดพลาด (Emergency Assist for Pedal Misapplication – EAPM)
- กล้องมองภาพรอบคัน พร้อมมุมมองใต้พื้นรถด้านหน้า (Multi Around Monitor with Hood Transparent View – MAM)
- ระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keep Assist – LKA)
- ระบบตรวจจับวัตถุเคลื่อนที่ (Moving Object Detection – MOD)
- ระบบเบรกอัตโนมัติขณะถอยหลัง (Rear Cross Traffic Brake – RCTB)
- ระบบจดจำป้ายจราจร (Traffic Sign Recognition – TSR)
- ถุงลม 7 ตำแหน่ง ได้แก่ ด้านคนขับ หัวเข่าด้านคนขับ ผู้โดยสารตอนหน้า ด้านข้าง และม่านถุงลม
- ระบบช่วยขับขี่ MI-PILOT ผสานการทำงานระหว่างระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผัน และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ ช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า ควบคุมตำแหน่งรถให้อยู่ใกล้แนวกึ่งกลางของช่องทางอย่างต่อเนื่อง
เทคโนโลยีเชื่อมต่อ MITSUBISHI CONNECT เชื่อมต่อระหว่างผู้ขับขี่กับรถยนต์ สนับสนุนการใช้งานในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วย
- ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อเกิดการชน (Automatic Collision Notification)
- ระบบขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน SOS ผ่านตัวรถ (eCALL) (SOS Emergency Assistance – eCALL)
- ระบบขอความช่วยเหลือบนถนน (Roadside Assistance – bCALL)
- ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถถูกโจรกรรม (Stolen Vehicle Notification)
- ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถถูกลากหรือยก (Tow-away Notification)
- ระบบแจ้งเตือนสถานะการล็อกประตูและกระจกหน้าต่าง (Door Lock and Window Reminder Alerts)
- ระบบควบคุมระบบปรับอากาศจากระยะไกล (Remote Climate Control)
- รายงานสถานะรถยนต์ (Vehicle Status Report)
- ระบบสั่งเปิดสัญญาณไฟและเสียงแตรจากระยะไกล (Remote Horn/Light)
- ระบบระบุตำแหน่งรถยนต์ (Car Finder)
- บริการช่วยเหลือข้อมูล iCALL (Information Assistance – iCALL)
- ระบบบันทึกและตรวจสอบระยะทางขับขี่ (Mileage Tracker)





