รับมือสถานการณ์น้ำท่วม ควรขับรถแบบใด ลดความเสี่ยงเสียกลางทาง ค่าใช้จ่ายบานปลาย เพิ่มความปลอดภัย ใช้งาน ระหว่างและหลังสถานการณ์วิกฤติ
ช่วงนี้หลาย ๆ พื้นที่ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด กำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมที่รุนแรง และเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน การจะบอกว่า เป็นกำลังใจให้ หรือ สู้ๆ ก็คงไม่ได้มีผลอะไร แต่ก็คงไม่มีอะไรที่ดีกว่าคำเหล่านี้
เอาหละ ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็คงต้องหาทางแก้กันต่อไป แต่ก็ถือโอกาสนี้พูดคุยเรื่อง รถ กับ น้ำ
ประเมินสถานการณ์ก่อนขับรถลุยน้ำ
กรณีที่เดินทาง แล้วพบว่าด้านหน้ามีน้ำท่วมขัง ให้ประเมินระดับน้ำจากสิ่งรอบด้าน เช่น ฟุตบาท หรือ รถคันอื่น ที่อยู่ด้านหน้าหรือวิ่งสวนทางมา โดยเฉพาะรถประเภทเดียวกันที่จะมีระดับความสูงใกล้เคียงกัน
กรณี เดินทางต่างจังหวัด เส้นทางที่ไม่สามารถหาอะไรเปรียบเทียบได้ หากระยะทางท่วมไม่ไกลนัก ทางที่ดีลงมาใช้วิธีวัดระดับน้ำด้วยตัวเอง จะใช้วัสดุ หรือ เดินวัดระดับด้วยตนเอง ก็ดี
แต่หากน้ำท่วมมีระยะทางไกล มองไม่เห็นปลายทาง ไม่ควรเสี่ยงที่จะฝ่าไป แต่หากมีรถที่ใกล้เคียงสวนทางมาแสดงว่ายังพอไปได้ แต่จะให้ดีก็ควรจะสอบถามหาข้อมูลเพิ่มเติม
แต่กรณีที่น้ำที่ท่วม เป็นกระแสน้ำไหล และระดับน้ำขึ้นถึงใต้ท้องรถ ไม่ควรเสี่ยงที่จะเดินทางฝ่าไปเด็ดขาด แม้ว่าจะดูไหลไม่แรงก็ตาม
เพราะรถยนต์เมื่ออยู่ในน้ำ ก็มีสถานะคล้าย ๆ เรือลำหนึ่ง หรือกะละมังสักใบ คือ ลอยน้ำได้หากน้ำยังไม่เข้ามาในรถ ดังนั้นแรงกดที่ล้อกับพื้นถนนจะน้อย ดังนั้นเมื่อมีน้ำไหลเข้ามาปะทะ แรงน้ำจะยกรถขึ้น พร้อมกับดันไปในทิศทางเดียวกับกระแสน้ำ ซึ่งอันตรายมาก เพราะโอกาสที่รถจะลอยไปตามกระแสน้ำมีสูง
จะทำยังไงเมื่อต้องขับรถต้องลุยน้ำท่วม
กรณีน้ำท่วมทั่วไป หากเลี่ยงไม่ได้ หลักการที่จะผ่อนหนักเป็นเบา อย่างแรกควรปิดแอร์ เพราะหากเปิดแอร์ พัดลมมีโอกาสพัดไปตีกับเศษวัสดุที่ลอยมากับน้ำ หรือตีกับน้ำ ทำให้น้ำกระเซ็นไปโดนระบบไฟฟ้า อีเลคทรอนิคส์ จนเกิดความชื้น ทำให้เครื่องยนต์ดับได้ หรือ หรือรถไฟฟ้าก็อาจทะให้ระบบหยุดทำงานได้เช่นกัน
นอกจากนี้การปิดแอร์ก็ย้งลดความเสี่ยงที่พัดลมจะเสียหาย แม้จะไปตีกับน้ำก็ตาม
ควรใช้ความเร็วต่ำและสม่ำเสมอ หากเลือกเกียร์ได้ ควรใช้เกียร์ 2 เพราะจะรักษาระดับความเร็ว หรือ รอบเครื่องยนต์ของได้ง่ายกว่า
การขับลุยน้ำที่ใช้รอบเครื่องยนต์ได้นิ่ง ลดโอกาสที่เครื่องยนต์จะดับได้มากกว่า การใช้รอบไม่นิ่ง ขึ้นลงไปมา ตลอดเวลา
ขณะเกียวกัน ความเร็วที่เหมาะสม และนิ่ง ไม่ว่าจะเป็นรถเครื่องยนต์ หรือ อีวี ก็ตาม จะลดการสร้างคลื่นตีกลับ ที่จะทำน้ำย้อนมาปะทะกับหน้ารถแล้วกระเซ็นขึ้นไปในห้องเครื่องได้
และจุดนี้ก็ต้องขอร้องทุกคน โดยเฉพาะคนที่ใช้รถที่มีความสูง สามารถฝ่าไปได้ไม่ยาก ว่าควรจะขับด้วยความเร็วต่ำ ๆ เช่นกัน ไม่เช่นนั้น คลื่นหน้ารถ หรือ น้ำที่รีดออกไปจากยาง ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนได้
ส่วนการรักษาความเร็วรถ ความเร็วรอบเครื่องยนต์ให้นิ่งมีวิธีทำให้ง่ายขึ้น ด้วยการใช้ข้างเท้าด้านนอกของเท้าขวาที่เหยียบคันเร่ง แตะตัวถังรถเอาไว้จะทำให้เท้าเรานิ่งมากขึ้น
รถดับจากน้ำท่วมต้องทำยังไง
กรณีที่รถดับจากเหตุน้ำท่วม อย่าพยายามสตาร์ทรถใหม่อย่างเด็ดขาด ต้องยอมปล่อยเลยตามเลย ให้ผ่านพ้นน้ำท่วมไปก่อน หรือ หากมีรถสไลด์ ก็ต้องพารถสไลด์นำรถออกไปจากสถานการณ์
เพราะเมื่อรถดับ มีโอกาสที่น้ำจะไหลเข้าไปในเครื่องยนต์ได้ ดังนันหากสตาร์ทใหม่ มีโอกาสที่ความเสียหายจะลุกลามใหญ่โต ค่าใช้จ่ายสูงตามมา
แต่หากปล่อยให้สถานการณ์คลี่คลาย และนำรถไปอู่ การรื้อเครื่องยนต์เพื่อไล่น้ำออก และทำความสะอาด ก็อาจจะเพียงพอที่จะทำให้รถกลับมาใช้งานได้ตามปกติอีกครั้ง
ขับปลอดภัย หลังลุยน้ำท่วม
กรณีที่ขับรถผ่านน้ำท่วม แล้วรอดปลอดภัยมาได้ อย่าเพิ่งเฉลิมฉลองดีใจ ด้วยการกดคันเร่ง เพิ่มความเร็ว ชดเชยเวลาที่เสียไป เพราะเบรกที่แช่น้ำมา ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ระยะเบรกจะเพิ่มขึ้น มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้
ดังนั้นเมื่อผ่านน้ำ ใหิ้ขับช้าๆ หากมองดูแล้วว่าด้านหลังว่าง ให้ใช้เบรกเป็นระยะ ๆ เพื่อรีดน้ำ รีดความชื้นออกไปสักพัก ก่อนที่จะขับรถตามปกติครับ





