โลกในยุคที่มีคำกล่าวว่า “ใคร ๆ ก็เป็นสื่อได้” และ “ข้อมูลทั้งโลก อยู่ที่ปลายนิ้วของเราเอง” ความหมายหลักของทั้งสองคำกล่าวที่ว่านั้น แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกัน
KEY POINTS
- การหาข้อมูลในโลกออนไลน์โดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย ทำให้ได้รับคำตอบที่หลากหลายและขัดแย้งกัน จนไม่รู้ว่าจะเชื่อข้อมูลใด
- สำหรับปัญหาเกี่ยวกับรถยนต์ โดยเฉพาะสัญญาณไฟเตือนต่างๆ ควรศึกษาข้อมูลจากสมุดคู่มือประจำรถซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุด
- คำแนะนำที่แตกต่างกันอาจไม่ได้มีใครผิด แต่มาจากมุมมองที่ต่างกัน ผู้รับข้อมูลจึงต้องพิจารณาและเลือกคำตอบที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของตนเองที่สุด
กล่าวคือทั้งสองข้อความหมายถึง หากว่ามีเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ในมือ และพื้นที่นั้นมีสัญญาณอินเทอร์เน็ต คุณก็สามารถเป็นสื่อได้ เพียงแค่พิมพ์ข้อความ แล้วกดส่งออกไปตามแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ โลกทั้งใบก็จะได้รู้ได้เห็นข้อความดังกล่าวพร้อม ๆ กัน
ในทำนองเดียวกันหากอยากรู้ข้อมูลอะไร ไม่ว่าจะเป็นประวัติส่วนตัวของใคร ความเป็นมาของเรื่องราวต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งวิธีการทำอาหาร วิธีการใช้ยารักษาโรค ก็เพียงแค่กดค้นหาในโทรศัพท์ ก็จะได้คำตอบปรากฏขึ้นมาทันที
แต่สิ่งที่ต้องพึงระวังก็คือ ข่าวสารที่ปรากฏขึ้นมาจาก “ใคร ๆ ก็เป็นสื่อได้” นั้น มีความเป็นจริงที่สามารถนำไปอ้างอิงได้มากน้อยเพียงใด หากนำไปใช้งานหรือขยายความต่อไป และภายหลังพบว่ามีความผิดในสาระหรือเนื้อข่าวนั้น จนสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
เช่นกันกับเรื่องของ “ข้อมูลข่าวสารทั้งโลก อยู่ที่ปลายนิ้วของเราเอง” ซึ่งไม่มีใครรับประกันได้ว่าข้อมูลเป็นความจริงมากหรือน้อยเพียงใด และหากนำไปใช้ แล้วผิดพลาดขึ้นมา ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
โลกทุกวันนี้จึงต้องมีความรอบคอบและถี่ถ้วนมากขึ้น ต้องพยายามหาข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่งมาประกอบกัน และควรจะมาจากแต่ละแหล่งที่มีความคิดเห็นต่างกัน เพื่อที่จะได้ดูว่าเหตุผลของแหล่งข้อมูลไหน มีความน่าเชื่อถือมากกว่ากัน
ทุกวันนี้เทคโนโลยีรถยนต์พัฒนาก้าวหน้าไปมาก มีไฟเตือน มีเสียงเตือน เมื่อระบบต่าง ๆ ทำงานและไม่ทำงาน ถ้าเป็นสัญญาณไฟเตือนก็ยังแยกระดับความเข้มของการเตือน ด้วยการใช้สีของสัญญาณไฟที่ต่างกันออกไป เช่น สีเขียวหมายถึงเป็นปกติ สีเหลืองหมายถึงเริ่มพบความผิดปกติ สีส้ม หรือสีแดง หมายถึงมีความผิดปกติที่ต้องรีบตรวจสอบเกิดขึ้น อย่างนี้เป็นต้น
แต่ผู้ใช้รถกลับไม่เรียนรู้ถึงสัญญาณเตือนต่าง ๆ แม้แต่น้อย หลายคนถ่ายรูปสัญญาณเตือน หรือไฟเตือน แล้วเอามาถามไถ่กันทางโซเชียล ซึ่งกว่าจะได้รับคำตอบก็อาจจะสายเกินไปแล้วก็เป็นได้
หรือ บางคำถาม มีคนเข้าไปตอบคำถามนับสิบ ๆ คน แต่ต่างกันออกไปถึงสี่ห้าแบบ ทำให้ไม่รู้ว่าจะยึดถือคำตอบไหน ซึ่งหากเป็นเรื่องเพียงแค่ความสะดวกสบาย การเลือกคำตอบผิดเอาไปปฏิบัติตาม ก็อาจจะไม่เกิดความเสียหายใดขึ้นมา
แต่หากเกี่ยวกับระบบความปลอดภัย อาจจะมีความเสียหายเกิดขึ้นร้ายแรง หรืออาจจะถึงขั้นเกิดอุบัติเหตุจนมีผู้เสียชีวิตได้
เพราะฉะนั้นผมจึงบอกหลายต่อหลายครั้งว่า สำหรับ “มือใหม่” ที่เพิ่งจะมีรถเป็นครั้งแรก หรือเพิ่งจะขับรถยนต์ ให้หาเวลาอ่านสมุดคู่มือประจำรถบ่อย ๆ เวลาอ่านให้เอาปากกาเน้นประโยค หรือปากกา “มาร์คกิ้งเพน” ติดมือไปสักสองสี เช่นสีเขียว และสีแดงหรือสีส้ม
อ่านไล่ไปตามหัวข้อของสมุดคู่มือประจำรถ ที่ผมแนะนำให้เน้นอ่านและทำความเข้าใจก็คือ หัวข้อที่เกี่ยวกับไฟสัญลักษณ์ที่หน้าปัด เพื่อจะได้รู้ว่าหมายถึงอะไร มีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องนำรถไปหาช่าง เพื่อตรวจสอบหรือซ่อมแซม และเมื่อสัญลักษณ์หรือไฟต่าง ๆ ที่หน้าจอเปลี่ยนไป จะต้องปรับหรือทำอย่างไร
ถัดจากนั้นก็มาอ่านเรื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับระบบความปลอดภัย เช่น เบรก, เบรกมือ, Auto Brake Hold เป็นต้น แล้วจึงตามมาทำความเข้าใจที่ระบบไฟสัญญาณต่าง ๆ ดูว่าตรวจสอบวงจรอย่างไร มีอะไรต้องแก้ไขบ้าง หรือเพียงแค่เตือนขึ้นมาตามปกติก่อนติดเครื่องยนต์
ตรงไหนที่สำคัญมากหรือเกี่ยวกับความปลอดภัย หรือเป็นสัญญาณหรือไฟเตือนอุปกรณ์ที่สำคัญ ก็เอาปากกาทำเครื่องหมายสีแดงหรือสีส้มเอาไว้ ตรงไหนที่เพียงแค่เตือนให้ปฏิบัติตาม ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญมากมาย แต่ไม่ควรมองข้าม ก็เอาปากกาสีเขียวหรือสีอ่อน ๆ ป้ายเป็นแถบเอาไว้
อ่านสมุดคู่มือประจำรถให้จบทั้งเล่ม เพียงแค่ไม่เกินสามครั้ง คุณก็จะเข้าใจรถของคุณมากขึ้น จะรู้ว่าระบบหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ทำงานอย่างไร และมีอะไรที่ต้องรีบซ่อมหรือยังสามารถปล่อยไว้ได้ โดยไม่ต้องไปสอบถามใครให้เสียเวลา หรืออาจจะได้รับคำตอบที่ไม่ถูกต้องก็เป็นได้
การอ่านสมุดคู่มือประจำรถจนจบหลาย ๆ รอบ ยังจะช่วยให้ ใช้รถได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ได้รู้ว่าอุปกรณ์พิเศษบางอย่างสามารถช่วยในยามคับขันได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญมากก็คือจะได้รู้ว่าเมื่อเปิดใช้อุปกรณ์หรือออปชั่นนั้น ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านลบและด้านบวกอะไรเกิดขึ้นบ้าง จะได้เตรียมตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประโยชน์
คำแนะนำหรือคำบอกเล่าจากแหล่งต่าง ๆ หรือจากบุคคลต่าง ๆ นั้น บางครั้งก็ไม่ใช่คำแนะนำที่ผิดแต่อย่างใด เพียงแต่ผู้ให้คำแนะนำมีมุมมองที่ต่างกันเท่านั้น ผู้ถามหรือผู้รับคำแนะนำจึงต้องเลือกว่า คำแนะนำใดตรงกับสิ่งที่ตนเองต้องการ หรือตรงกับการใช้งานของตนเองมากที่สุด
ผมขอยกตัวอย่างคำถามที่พบได้บ่อยครั้ง และมีคำตอบหรือคำแนะนำที่ต่างกันออกไปมากทุกครั้ง เช่นเมื่อมีคนถามว่า “น้ำมันเครื่องที่เหลือจากการถ่ายครั้งก่อน สามารถนำมาใช้งานหรือเติมในครั้งต่อไปได้หรือไม่ ในกรณีที่เป็นน้ำมันเครื่องต่างยี่ห้อกัน หรืออาจจะต่างค่าความหนืดกัน”
คำตอบมีทั้งไม่สามารถนำมาใช้ผสมปนเปกันได้ เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพลดลง ซึ่งคำตอบแบบนี้ก็ไม่ได้ผิดแต่อย่างใด เพราะผู้ตอบคงยึดถือหลักการ หรือทฤษฎีเอาไว้อย่างมั่นคง
แต่หากถามมาที่ผม ผมคงตอบว่าสามารถนำไปใช้ผสมรวมกันได้ ไม่มีผลเสียในทางเทคนิคแต่อย่างใด แต่ควรยึดค่ามาตรฐานหรือยึดอายุการใช้งาน ตามน้ำมันเครื่องที่มีการระบุค่าเอาไว้ต่ำที่สุด เช่นน้ำมันเครื่อง A ระบุว่าใช้งานได้ ๑๐,๐๐๐ กม. จึงจะเปลี่ยนถ่าย แต่ในน้ำมันเครื่อง B ระบุว่าสามารถใช้งานได้ถึง ๑๕,๐๐๐ กม. กรณีอย่างนี้หากนำมาใช้งานรวมกัน ก็ควรยึดถือระยะเปลี่ยนถ่ายที่ ๑๐,๐๐๐ กม. เป็นบรรทัดฐาน
หรือคำถามว่ากรณีที่น้ำในหม้อน้ำหรือหม้อพักน้ำยุบหรือพร่องลงไป และไม่สามารถหาน้ำยาสำหรับเติมหม้อน้ำโดยเฉพาะมาเติมได้ จะสามารถนำเอาน้ำประปามาเติมลงไปได้หรือไม่ ถ้าเอาคำถามนี้ไปถามฝ่ายเทคนิคของบริษัทรถ หรือไปถามช่างในศูนย์บริการ ก็อาจจะได้คำตอบว่าไม่สามารถเอามาเติมได้ เพราะจะทำให้เกิดนั่นนี่ตามมา
แต่สำหรับผมคำตอบก็คือ สามารถนำมาเติม “แก้ขัด“ ได้ ไม่มีผลเสียแต่อย่างไร ซึ่งทั้งคำตอบของผมและของฝ่ายเทคนิค ไม่มีคำตอบใดผิดแม้แต่น้อย เพียงแต่มุมมองของผู้ตอบมีต่างกัน ฝ่ายช่างเทคนิคของบริษัทตอบตามกฎระเบียบ ตอบตามทฤษฎีที่ได้รับการอบรมมา ส่วนคำตอบของผมนั้น เป็นคำตอบเพื่อให้คนใช้รถสามารถใช้รถต่อไปได้ โดยไม่ต้องกังวลกับความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นหากได้รับคำตอบที่อาจจะมองว่าต่างกัน ผู้ถามก็คงต้องย้อนกลับไปดูพื้นฐานของผู้ตอบด้วย ว่าตอบด้วยมุมมองอย่างไร และท้ายที่สุดผู้ถามหรือเจ้าของรถ ต้องตัดสินใจเลือกเอาคำตอบที่ต่างกันนั้น ว่าจะเลือกใช้คำตอบของใคร จึงจะเหมาะสมกับการใช้งานของตนเองที่สุดครับ





