ฮอนด้า ปรับโฉม ซิตี้ (City) เจนฯ 5 ที่เปิดตัวครั้งแรกปี 2563 ให้มีลุคพรีเมียม - สปอร์ตมากขึ้น อัปเกรดออปชั่น ส่วนทางเทคนิคยังคงเดิม แต่เพิ่มความท้าทายกับเส้นทางลองขับ
ยังขับได้ดี ขับได้สนุกเช่นเดิม สำหรับ ฮอนด้า ซิตี้ (Honda City) รุ่นปรับโฉมที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่กี่วันก่อน
ที่บอกว่ายังขับได้ดี ได้สนุก เช่นเดิม ก็เพราะการปรับโฉมครั้งนี้ ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับทางด้านเทคนิคแต่อย่างไร ทั้งเครื่องยนต์ ระบบไฮบริด หรือว่าช่วงล่าง แต่เป็นการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ และออปชั่น ให้ดูทันสมัย มีความพรีเมียม และสปอร์ตมากขึ้น รวมถึงเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงกลุ่มรถพลังงานไฟฟ้าหรืออีวี ด้วยเช่นกัน
และแน่นอนขุมพลังแบบนี้ ช่วงล่างแบบนี้ผมเคยขับมาแล้ว และก็บอกว่าแล้วว่าถ้าพูดถึงเรื่องการขับไม่แพ้ใครในคลาสเดียวกัน ไม่ว่จะเป็นเรื่องของการตอบสนองของขุมพลังหรือว่าการควบคุมรถ
แต่การลองขับรอบนี้เเพิ่มความท้าทายรถไปอีกขั้นกับเส้นทางที่ต้องผ่านเขาผ่านเนินจำนวนมาก เริ่มตันกันที่พิษณุโลก ไปยังเขาค้อ และต่อไปยังขอนแก่น ซึ่งเป็นเส้นทางที่ต้องผ่านเขา ผ่านเนินต่าง ๆ จำนวนมากด้วยกัน
ซิตี้ นั้นมี 2 ตัวเลือก พลังงานคือ
เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร เทอร์โบ กำลังเหลือ ๆ 122 แรงม้า แรงบิด 173 นิวตันเมตร เป็นรุ่นเริ่มต้น มีรุ่นเดียว
- S ราคา 5.69 แสนบาท
อีกตัวเลือกเป็น ไฮบริด หรือ ที่ฮอนด้าเรียกว่า e:HEV ทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร กับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 109 นิวตันเมตร แรงบิดสูงสุด 253 นิวตันเมตร มี 3 รุ่นย่อย คือ
- e:HEV RS ตัวท็อป ราคา 7.39 แสนบาท
- e:HEV SV ราคา 6.89 แสนบาท
- e:HEV V เป็นรุ่นย่อยใหม่เพิ่มเติมเข้ามา ค่าตัว 6.19 แสนบาท
สำหรับราคาปัจจุบัน เป็นโปรโมชั่นสำหรับผู้ที่จองรถภายในวันที่ 30 ก.ย. และรับรถภายในเดือน ต.ค. โดยราคาที่แท้จริงจะพิ่มขึ้น 3 หมื่นบาททุกรุ่น
และราคาที่ว่ามานี้เป็นราคาสำหรับรุ่นตัวถัง ซีดาน ขณะที่ แฮทช์แบ็ค นั้น จำง่ายๆ คือสูงกว่า 1 หมื่นบาททุกรุ่นย่อย
เรื่องของสมรรถนะการขับขี่ทั่วไปของซิตี้ เจเนอเรชั่น 5 ตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกปี 2563 ก็ได้รับการตอบรับเรื่องของสมรรถนะที่การเป็นรถเล็กที่ทำความเร็วได้สูง และรถมีความนิ่ง ควบคุมได้ไม่ยาก เคยเห็นหลาย ๆ คนบอกว่าทะลุ 200 กม./ชม. ได้ไม่ยาก โดยที่รถยังนิ่งน่าพอใจ
ซึ่งผมเองก็เคยหาสถานที่ลองดูบ้าง ก็เป็นไปตามนั้น แต่ก็ไม่แนะนำให้ใช้ความเร็วสูงมาก ๆ ครับ แต่เอาเป็นว่าถ้าขับความเร็วระดับกฎหมายกำหนดคือ ไม่เกิน 120 นี่สบาย ๆ เลยครับ รถนิ่ง คุมง่าย ขับได้แบบผ่อนคลาย เพลิน ๆ และระวังอย่าเผลอ ๆ นะครับ เพราะความเร็วมันจะไล่ขึ้นไปสูงกว่านี้ โดยไม่รู้ตัว พอมองหน้าปัดถึงจะรู้ ต้องรีบถอนคันเร่งลง
แต่ผมเคยหาสถานที่ลองความเร็วดู ระดับ 140 นี่ก็ยังนิ่ง 150 ก็ยังไหว แต่ย้ำอีกครั้งว่าไม่แนะนำครับ เพราะเราไม่รู้ว่าสิ่งแวดล้อมบนถนนจะเปลี่ยนไปเช่นไร และ เพื่อนร่วมทางจะมีรูปแบบในการขับอย่างไร
แต่การลองขับครั้งนี้อย่างที่บอกไป เส้นทางเพิ่มความท้ายมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับ หรือจะเรียกว่าเป็นการยืนยันก็ได้ เพราะในแง่ของการทรงตัว การควบคุมรถบนทางเขาแบบนี้ทำได้ดี รถยังนิ่ง เข้า-ออกโค้งได้สนุกเลย ทำความเร็วในการเดินทางได้ดี
และการที่ขับโค้งไปโค้งมา ทำให้รับรู้ได้อย่างหนึ่งว่า การให้ตัวของตัวถังน้อย การโยนตัวมีน้อย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยในการควบคุมรถได้ตามต้องการ และผู้ขับไม่ถูกหลอกโดยการโยนตัวทำให้ไม่รู้ว่าสถานะของรถกับถนนตอนนั้นเป็นอย่างไร และอีกด้านผู้โดยสารนั่งได้สบายขึ้น ลดการมึนลงไปได้มาก
สำหรับช่วงล่างของ ซิตี้ ด้านหน้า อิสระแมคเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังทอร์ชั่น บีม ยางสำหรับรุ่นที่ผมขับคือ RS กับ SV ขนาด 185/60 R16
อีกสิ่งที่ต้องชมคือ พวงมาลัยแรคแอนด์พิเนียน เพาเวอร์ไฟฟ้า ที่มีความแม่นยำสูง ไม่หลอก ไม่ขาดไม่เกิน ช่วยให้แม่นยำกับโค้ง และมีน้ำหนักที่ดี ซึ่งจริง ๆ แล้ว ก็น้ำหนักดีตั้งแต่เปิดตัวนั่นแหละครับ จำได้ว่ามีคนชมกันเยอะ เพราะว่า เจเนอเรชั่นก่อนหน้านั้นน้ำหนักไม่ค่อยดีนัก หลายคนแสดงความคิดเห็นไป และฮอนด้าบอกว่าสิ่งเหล่านั้นแหละที่นำมาพัฒนาให้เหมาะสมกับตลาดมากขึ้น
ไหลไปได้ต่อเนื่อง โดยไม่ต้องมาขยับพวงมาลัยยึกยัก ๆ ในโค้ง
ช่วยให้การขับขี่แม้จะเป็นเป็นเส้นทางแบบนี้ แต่ก็รู้สึกผ่อนคลาย ไม่เครียด โดยเฉพาะช่วงเวลาแบบนี้ที่เป็นฤดูฝน มีฝนโปรยปรายมาเป็นบางช่วง แต่ก็ทำให้ทิวทัศน์สองข้างทางเขียวฉ่ำ สดชื่นครับ
จุดเด่นของระบบไฮบริด คือ แรงบิดที่สูง ช่วยให้การขับในเส้นทางแบบนี้ลื่นไหล การปีนไต่เนินชัน ยังรักษาความเร็วได้ตามที่ต้องการ แน่นอนรับรู้ได้ถึงการเค้นกำลังของเครื่องยนต์ที่ส่งเสียงเข้ามาในห้องโดยสาร แต่ในแง่กำลังยังมาได้ต่อเนื่อง และผู้ขับไม่ต้องเค้นคันเร่งนัก ก็ขับไปตามปกติ ปล่อยให้เครื่องยนต์เค้นกำลังเอาเอง
ซึ่ง e:HEV ของซิตี้ เป็นแบบ ฟูล ไฮบริด การทำงานมีทั้งแบบมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียวหากกำลังในแบตเตอรีเพียงพอ ซึ่งจะว่าไปแล้วลองกดหน้ามิเตอร์ดู power flow ดู จะเห็นว่ามันชาร์จได้เร็วทีเดียว โดยเฉพาะถ้าเป็นเส้นทางลงเขา ไฟจะล้นเอา
และระบบทำงานแบบมอเตอร์ขับเคลื่อนอย่างเดียว แต่เครื่องยนต์ทำงาน เพื่อชาร์จไฟ หรือเรียกว่าเป็น ซีรีส์ ไฮบริด และทำงานแบบทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ส่่งกำลังไปที่ล้อพร้อมกันหรือพาราเลล ไฮบริด
และก็มีจังหวะทำงานด้วยเครื่องยนต์อย่างเดียว ซึ่งแบบนี้มีน้อยมาก เห็นแค่ช่วงสั้น ๆ เท่านั้น
ครับ โดยรวมของ ฮอนด้า ซิตี้ การขับขี่ไม่เป็นรองใครในคลาสเดียวกัน เป็นรถที่ขับได้สนุก ห้องโดยสารก็กว้างขวางนั่งได้สบาย สำหรับรถในกลุ่ม บี-เซ็กเมนต์ ส่วนเสียงที่เข้ามาให้ห้องโดยสาร ก็ยังมีให้ได้ยินอยู่บ้าง อย่างเช่นเส่ียงยาง แต่ก็ยังไม่ถึงกับสร้างความรำคาญ
ก็ถือว่าเป็นรถที่น่าสนใจ เมื่อมองดูถึงสมรรถนะ และอัตราสิ้่นเปลือง และความสะดวกในการใช้งาน สำหรับคนที่ยังไม่พร้อมจะไปอีวี
ซึ่งอัตราสิ้นเปลือง ตามอีโค สติกเกอร์ สำหรับ e:HEV อยู่ที่ 27.8 กม./ลิตร ซึ่งผมลองจับดูเป็นช่วง ๆ ช่วงขับขี่ในเมืองทำได้ดีกว่านี้ด้วยซ้ำไป ส่วนทางที่เป็นเขาจากเขาค้อไปขอนแก่น ช่วงแรกทางลงเยอะ แต่จากนัั้นก็มีทางขึ้น ลงสลับกันไป ได้ประมาณ 20 กม./ลิตร
น่าพอใจนะครับ กับเส้นทางแบบนี้ที่ต้องอาศัยกำลังในการปีนไต่ และเป็นการขับแบบเปลี่ยนความเร็วตลอดเวลา เดี๋ยวช้า เดี๋ยวเบรก เดี๋ยวเร่งออกตัวใหม่ ซึ่งเป็นจังหวะที่จะสิ้นเปลืองมากกว่าไม่ว่าจะเป็นรถรุ่นไหน หรือเทคโนโลยีอะไรครับ
แต่การที่ได้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรีที่ชาร์จได้เร็ว ก็ช่วยลดภาระของเครื่องยนต์ในจังหวะแบบนี้ลงไปได้ไม่น้อยครับ
ไฮไลท์ การเปลี่ยนแปลง
e:HEV RS
- เปลี่ยนกระจังหน้าใหม่สีดำเงา กันชนหน้า กันชนหลัง สเกิร์ตข้าง และสปอยเลอร์หลังสสปอร์ตแบบ RS
- ไฟหน้า LED
- ไฟหน้า Connecting Light แบบ LED
- ไฟท้าย LED แบบใส หรือ Clear lens
- ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว แบบทูโทนดีไซน์สปอร์ต Diamond cut สีดำ Berlina Black และ Dark Clear
- คิ้วฝากระโปรงท้าย สีดำ
- มือจับเปิดประตูด้านนอก สีดำ
- วัสดุตกแต่งคอนโซลหน้าลาย 3 มิติ สีดำเงาและเทา
- ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร สีแดง
- อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย บริเวณคอนโซลกลาง พร้อมช่องเก็บของอเนกประสงค์
- เครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสแบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สายดีไซน์ใหม่ อัปเกรดเป็นหน้าจอขนาด 10 นิ้ว
- กล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-View Camera System: MVCS)
- กระจกมองหลังแบบตัดแสงแบบอัตโนมัติ
e:HEV SV
- กระจังหน้าดีไซน์ใหม่สีดำ
- กันชนหน้าดีไซน์ใหม่ และกันชนหน้า-หลังดีไซน์ใหม่ ในรุ่นซีดาน
- ไฟหน้าแบบ LED
- ไฟหน้า Connecting Light แบบ LED
- ไฟท้าย LED แบบใส (Clear lens)
- ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว แบบทูโทน Diamond cut สีเทาอ่อนปัดเงา
- คิ้วฝากระโปรงท้าย สีดำ
- รุ่นซีดาน มาพร้อมทางเลือกสีภายในห้องโดยสารสีเทา Platinum สามารถเลือกจับคู่ได้กับสีภายนอกสีเทา Meteoroid Gray Metallic หรือสีดำ Crystal Black Pearl
- วัสดุตกแต่งคอนโซลหน้าลาย 3 มิติ สีดำเงาและเทา
- ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร สีน้ำเงิน
- ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสแบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android AutoTM ไร้สายดีไซน์ใหม่ อัปเกรดเป็นหน้าจอขนาด 10 นิ้ว
- กล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-View Camera System: MVCS)
e:HEV V
- กระจังหน้าดีไซน์ใหม่สีดำ
- กันชนหน้าดีไซน์ใหม่ และกันชนหน้า-หลังดีไซน์ใหม่ ในรุ่นซีดาน
- ไฟหน้าแบบ LED
- ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว แบบทูโทนดีไซน์สปอร์ต Diamond cut สีเทา
S
- กระจังหน้าดีไซน์ใหม่สีดำ
- กันชนหน้าดีไซน์ใหม่ และกันชนหน้า-หลังดีไซน์ใหม่ ในรุ่นซีดาน
- ไฟหน้าแบบ LED
- ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android AutoTM แบบไร้สาย
- ล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว สีเงิน


