วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘อีวี’ ยอดขายขยายตัวแรง ถึงเวลากระตุ้น ‘การผลิต-ส่งออก’

‘อีวี’ ยอดขายขยายตัวแรง  ถึงเวลากระตุ้น ‘การผลิต-ส่งออก’

มองทิศทาง รถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ อีวี (EV) ที่ยังมีตลาดที่ร้อนแรงอย่างต่อเนื่องในตลาดประเทศไทย ขณะที่เป้าหมายหลักการผลักดันอุตสาหรรมใหม่ ยังไม่เห็นผลชัดเจนนัก

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าหรือ อีวี (EV) ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในหลาย ๆ ตลาด อาจจะดูเหมือนกระแสจะอ่อนแรงลงไปบ้าง โดยเฉพาะเมื่อการสนับสนุนจากภาครัฐ หมดลง หรือ ลดลง ไม่เว้นแม้แต่จีน ที่เป็นตลาดอีวีที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุดในโลกเช่นกัน

ทั้งนี้ส่วนหนึ่งที่ตลาดยังคงได้รับความนิยมในบ้านเรา แม้ว่าการสนับสนุนของรัฐจะลดลง โดยเฉพาะมาตรการส่งเสริมการใช้งานอีวีระยะเร่งด่วน เฟสแรก หรือ อีวี 3.0 จะจบลงไปแล้ว เหลือแต่ อีวี 3.5

แต่คาดว่าด้วยโครงสร้างราคาของ อีวี ในไทย ที่ต่ำกว่ารถพลังงานอื่น ๆ ค่อนข้างชัดเจน บวกการกับมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกที่หลากหลาย การใส่ฟังก์ชั่น ออปชั่น หลาย ๆ อย่าง รวมถึงจุดขายสำคัญอย่างหนึ่งที่ผลต่อการตัดสินใจ คือ ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่พลังงานไฟฟ้า ต่ำกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมาก ทำให้การตัดสินใจซื้อทำได้ง่ายขึ้น

นั่นทำให้ไทยถือว่าเป็นตลาดอีวีที่เติบโตอย่างโดดเด่นแห่งหนึ่งของโลก และเป็นแรงดึงดูดให้แบรนด์ต่าง ๆ เข้ามาทำตลาดจำนวนมาก และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด โดยเฉพาะอีวีจากจีน ที่เตรียมจะตามเข้ามาเปิดตลาดอีกหลายแบรนด์ ซึ่งแน่นอนจะทำให้การแข่งขันดุเดือดยิ่งขึ้น หากการเติบโตของตลาดไม่สัมพันธ์กัน

สำหรับภาพรวมของ อีวี ข้อมูลการจดทะเบียน โดยกรมการขนส่งทางบก ระบุว่ารถถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน หรือ รย.1 พบว่า เดือน มี.ค. มีจำนวน 10,075 คัน (รวมทุกประเภท 11,569 คัน) คิดเป็นสัดส่วน 19.74 % ของการจดทะเบียนรถทุกประเภท ใกล้เคียงกับรถน้ำมันเบนซิน ที่มีจำนวน 10,025 คัน สัดส่วน 19.64%

ขณะที่รถไฮบริด (HEV) เป็นกลุ่มที่มีจำนวนสูงสุด 16,111 คัน สัดส่วน 31.57% ส่วนปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV) มีจำนวนไ่ม่มากนัก 1,167 คัน สัดส่วน 2.29%

ส่วนไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) อีวี มีจดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 62,981 คัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกปีที่แล้ว 96.87%

หากดูเฉพาะรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมียอด 55,304 คัน รถปิกอัพรวมกับรถแวนมีทั้งสิ้น 113 คัน เพิ่มขึ้น 37.80%

ตลาดอีวีนั้นมีบทบาทในเมืองไทยมายาวนาน แต่ว่าเริ่มเข้าสู่ความเป็นตลาดแมส (mass) ครั้งแรกในปี 2562 จากการเปิดตัว MG ZS EV ที่มีราคาเข้าถึงได้ง่ายในยุคสมัยนั้น นั่นทำให้ตลาดอีวีก้าวขึ้นสู่หลักพันคันเป็นครั้งแรก

ก่อนที่ไม่กี่ปีต่อมา ตลาดขยายตัวขึ้นสู่ระดับแสนคันเป็นครั้งแรกในปี 2568 ที่ผ่านมา ด้วยยอดจดทะเบียนสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน กว่า 1.18 แสนคัน หากรวมรถกลุ่มอื่น ก็เกินกว่า 1.2 แสนคัน

ทั้งนี้ปัจจุบัน ยอดจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 31 มี.ค. 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 434,968 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 67.95% แสดงถึงการขยายตัวที่โดดเด่นในปีที่ผ่านมา

ยอดจดทะเบียนสะสม แบ่งเป็นรถยนต์นั่งและรถยนต์ประเภทต่างๆ 337,418 คัน เพิ่มขึ้น 82.83% รถยนต์นั่ง 326,812 คัน เพิ่มขึ้น 80.79%

รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน มีจำนวน 7,722 คัน เพิ่มขึ้น 179.18% ที่เหลือเป็นรถกลุ่มอื่น ๆ รวมถึงรถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์จำนวน 2,302 คัน เพิ่มขึ้น 263.67%

ขณะเดียวกัน มีข้อมูลอีกชุดจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่น่าสนใจ หลัก ๆ คือ ยอดผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออก

ซึ่งหากดูตัวเลขช่วงไตรมาสแรก พบว่า อีวี มียอดขาย 50,141 คัน ขณะที่การผลิต 10,495 คัน และการส่งออก 5.232 คัน

โดยข้อมูลจะเห็นได้ว่า ตัวเลขการขายนั้นขยายตัวอย่างโดดเด่น แต่ขณะที่การผลิตเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย และหากมองตัวเลขเฉพาะเดือน มี.ค. จะพบว่าติดลบ 8% ขณะที่การส่งออกก็ยังมีไม่มากนัก

ทั้งนี้สำหรับการส่งออก อีวี ในวันนี้มีแรงจูงใจจากภาครัฐในกลุ่มที่เข้าร่วมมาตรการอีวี 3.0 และ อีวี 3.5 ด้วยการให้สิทธินำไปรวมเป็นการผลิตชดเชยการนำเข้า คิดเป็น 1.5 เท่า แต่ก็จะเห็นได้ว่าการส่งออกยังไม่โดดเด่นมากนัก

‘อีวี’ ยอดขายขยายตัวแรง  ถึงเวลากระตุ้น ‘การผลิต-ส่งออก’

หลายคนอาจจะตั้งคำถามถึงมาตรการส่งเสริมภาครัฐว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุดก็คงต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีได้ ภาครัฐเองก็ต้องปรับตัวปรับนโยบาย เพื่อสร้างอุตสาหรรมใหม่ สร้างโปรดักท์ใหม่ ๆ ในประเทศ เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเวทีโลก

ดังนั้นปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่การกำหนดนโยบาย แต่อยู่ที่การกำกับดูแลให้ทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมาย โดยเฉพาะการผลิต และการส่งออก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ

เพราะรัฐมองว่า การจะเกิดการลงทุน ต้องสร้างความต้องการให้เกิดในประเทศก่อน จึงมีมาตรการส่งเสริมการใช้งานออกมา

ซึ่งปัจจุบันเป้าหมายนี้จะเรียกได้ว่าสำเร็จแล้ว ส่วนการดึงการลงทุน ปัจจุบ้นไทยมีโรงงานประกอบ อีวี เกิดขึ้นในไทยแล้วหลายราย

ดังนั้นจึงเหลือว่าจากนี้ไปจะดึงดูดรายใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่มเติมได้หรือไม่และรายที่ดำเนินการแล้ว จะเพิ่มความเข้มข้นในการผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การจ้างงาน และการส่งออกได้มากน้อยเพียงใด