รถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ อีวี เข้ามามีบทบาทหลายปีก่อนหน้านี้ แต่เข้าสู่ยุคการขยายตัวอย่างจริงจังในปี 2562 เมื่อเอ็มจี ตัดสินใจเปิดตลาด “MG ZS EV” ในระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น จากนี้ อีวี ก็ขยายตัวมาตลอด และเพิ่มบทบาทจากการขาย มาสู่ยุคของการผลิต และเป้าหมายส่งออก
การเปิดตลาด MG ZS EV ส่งผลให้ตลาดอีวีที่เคยมียอดขายในหลักร้อยคันต้นๆ กระโดดขึ้นสู่หลักพันในปี 2562 และเติบโต 2 เท่าตัวในปีต่อมา และหลังจากนั้นเอ็มจี ก็เดินหน้าตลาดนี้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเป็นผู้จำหน่าย อีวี ที่หลากหลายที่สุดในตลาด ไม่ว่าจะเป็น MG ZS EV, MG EP, MG ES, MG 4 Electric, MG 4 XPOWER หรือว่า MG MAXUS 9
และในเวลาเดียวกัน ก็เริ่มมีผู้เล่นรายใหม่ตามเข้ามาอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน และทำให้ตลาด อีวี ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีสัดส่วนการขายประมาณ 10% ของตลาดรถยนต์โดยรวม และยังส่งผลให้ไทยก้าวขึ้นเป็นตลาดอีวีที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ด้วยสัดส่วนการขายมากกว่า 70%
แต่นอกเหนือจากการเป็นตลาดที่ใหญ่ และเติบโตรวดเร็ว สิ่งที่กำลังเป็นที่จับตามอง ก็คือ โอกาสในการทีไทยจะเป็นฐานการผลิต อีวี เพื่อการส่งออก และที่สำคัญก็คือ โอกาสขยายการส่งออกไปยังตลาดกลุ่มยุโรป
สุโรจน์ แสงสนิท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และนายกสมาคมยานยนต์ยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) แสดงความคิดเห็นในเวทีสัมมนา "ASEAN AUTOMOTIVE FOR TOMORROW" ในงาน "ASEAN ECONOMIC OUTLOOK 2025 THE RISE OF ASEAN A RENEWING OPPORTUNITY" จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่ามีผู้ประกอบการอีวีเข้ามาลงทุนในไทยจำนวนมาก ปัจจุบันมี 7 โรงงาน และต้นปี 2568 จะเพิ่มอีก 1 โรงงาน
ซึ่งแน่นอนการมีโรงงานผลิตในไทยจำนวนมากเช่นนี้ ผู้ประกอบการต่างๆ คงไม่ได้มองแค่การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศเท่านั้น แต่ทุกคนมองไปที่การส่งออก ซึ่งก็ส่งผลดีต่อเนื่องต่อประเทศไทย ทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ชิ้นส่วนประกอบ แรงงาน และภาพรวมการส่งออกของประเทศ
ทั้งนี้ปัจจุบัน อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยมีบทบาทที่โดดเด่นในเวทีโลกอยู่แล้ว ด้วยการส่งออกรถยนต์ไปจำหน่ายมากกว่า 100 ประเทศ โดยเฉลี่ยแต่ละปีมีปริมาณส่งออกมากกว่า 1 ล้านคัน แต่ที่น่าสนใจคือ ตลาดใหญ่อย่างยุโรป มีสัดส่วนส่งออกแค่ประมาณ 7% เท่านั้น
แต่การมาของอีวีจะเป็นโอกาสให้ไทยสามารถเพิ่มการส่งออกไปยังภูมิภาคนี้ได้มากขึ้นจากปัญหาการค้าระหว่างยุโรปกับจีนที่เป็นผู้ส่งออก อีวี ไปจีนเป็นอันดับ 1 ในเวลานี้
แต่เมื่อยุโรปมีมาตรการด้านภาษีที่จะปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ผลิตต่างๆ ของจีนเริ่มมองการส่งออกจากแหล่งอื่นๆ แทน และไทยซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญก็มีโอกาสที่จะได้ประโยชน์ในส่วนนี้
“วิกฤติของเขาจะเป็นโอกาสของเรา ทีนี้ก็อยู่ที่ว่าเราจะทำอย่างไรจึงจะได้ประโยชน์จากส้มหล่นให้มากที่สุด”
ทั้งนี้เมื่อมองในภาพรวม เชื่อว่าไทยจะได้ประโยชน์กับโอกาสในครั้งนี้ ทั้งเรื่องภาคการลงทุน การจ้างงาน และอุตสหกรรมชิ้นส่วน ซึ่งจะมาจากทั้ง 2 ส่วนคือ ลูกค้า และแนวนโยบายของไทย
ในส่วนลูกค้า แน่นอนว่ายุโรปจะต้องพิจารณาว่า อีวี ที่ส่งเข้าไปจำหน่ายเป็นรถที่ผลิตในไทย ไม่ใช่รถจีนที่นำชิ้นส่วนเข้ามาขันน็อตในไทยเท่านั้น แต่จะเป็น “รถเชื้อชาติจีน สัญชาติไทย”
ส่วนผลประโยชน์ที่จะได้จากแนวนโยบายคือจะมีการดึงดูดการลงทุนอย่างไร ซึ่งเบื้องต้นเชื่อว่าการเข้ามาลงทุนของโรงงานผลิตจะมีส่วนดึงดูดการลงทุนด้านอื่นๆ ตามมา แต่ขณะเดียวกันก็ต้องส่งเสริมในแนวทางที่ให้ไทยได้ประโยชน์สูงสุด เช่น การร่วมทุนกับกลุ่มธุรกิจท้องถิ่น
“เราต้องเตรียมการสำหรับการย้ายฐานมาไทย เช่น การส่งเสริมให้เกิดการร่วมทุน หรือ การใช้ชิ้นในประเทศให้มากที่สุด เช่น การให้สิทธิพิเศษ ถ้าใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากกว่าก็ได้สิทธิพิเศษเช่นภาษีที่มากกว่า เป็นต้น”
แนวทางนี้จะส่งผลให้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนเทียร์ 2 เทียร์ 3 ได้รับประโยชน์ ประเทศมีรายได้มากขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น และก็ยังจะส่งผลให้ภาวะหนี้ครัวเรือนที่กำลังเป็นปัญหาในขณะนี้ลดลงด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้มองว่า การลงทุนผลิตอีวีในไทยจะก่อให้เกิดประโยชน์หลายอย่าง เพราะมีหลายสิ่งที่ต้องพัฒนาขึ้นใหม่ รวมถึงในอนาคตอาจจะมีความต้องการทั้งด้านการวิจัยและพัฒนา หรือ แล็บทดสอบต่างๆ เพิ่มขึ้น
“บางคนอาจจะมองว่า ที่ผ่านมาการที่หลายๆ บริษัทประกาศใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวา เป็นเรื่องง่ายสำหรับบริษัทแม่ที่มีการผลิตรถพวงมาลัยซ้ายเป็นหลัก เพราะเป็นแค่การย้ายพวงมาลัยเท่านั้น แต่ความเป็นจริงๆ แล้วระหว่างพวงมาซ้ายกับพวงมาลัยขวา ต้องมีการออกแบบใหม่ (redesign) มากกว่า 50% ซึ่งนั่นหมายถึงต้องมีการลงทุนเพิ่มเติม”
ทั้งนี้เป้าหมายเดิมคือการเป็นฐานการผลิตพวงมาลัยขวา กับเป้าหมายใหม่ส่งออกไปยูโรป ทำให้ต้องมีการผลิตพวงมาลัยซ้าย จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับประเทศไทยมากขึ้น
และสำหรับเอ็มจี ซึ่งปัจจุบันเริ่มต้นผลิต MG4 ELECTRIC ในไทยแล้ว ก็ดำเนินการผลิตทั้ง 2 รูปแบบ โดยพวงมาลัยซ้ายเริ่มต้นส่งออกไปยังเวียดนามแล้วในขณะนี้
สุโรจน์กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดรถยนต์มีความหลากหลาย แต่อีวีก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่จะขยายตลาด โดยเฉพาะตลาดที่มีเป้าหมายไปสู่การสร้างพลังงานสะอาด หรือว่าลดโลกร้อน ซึ่งอีวีจะเป็นสิ่งที่ทำให้ลดอุณหภูมิโลกได้ชัดเจนที่สุด ทำให้เป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นในอนาคตในหลายๆ ตลาด และผลักดันเป้าหมายการเป็นฐานการผลิตอีวีของไทยอย่างแน่นอน





