1x1 WALL ซื้อขายออนไลน์งานศิลป์

3 มีนาคม 2561 | โดย ชนิตา ภระมรทัต
10,928

ต้องการสนับสนุนศิลปิน และอยากให้คนทั่วไปมองเห็นคุณค่าของงานศิลปะ แต่ไม่มีเงินสร้างแกลลอรี่หรือมิวเซียมใหญ่ ๆ เลยใช้ออนไลน์เป็นพื้นที่เปิดโอกาสให้ศิลปินส่งผลงานขึ้นอวดผู้คน

“ธนบดี ทองคำ” เล่าถึงคอนเซ็ปต์ในการก่อตั้ง 1x1 WALL (วันบายวันวอลล์) แกลลอรี่ศิลปะออนไลน์ขึ้นมาเมื่อกลางปีพ.ศ. 2559


"วันบายวันวอลล์หมายถึงหนึ่งต่อหนึ่ง ชื่อนี้มาจากความเชื่อที่ว่างานศิลปะมีเพียงชิ้นเดียวที่อยู่บนโลกนี้ จะพยายามทำใหม่ขึ้นมาก็ทำไม่ได้อีกแล้ว และมันก็เหมาะกับคนแค่คน ๆเดียว มันจะทำหน้าที่เป็นมาร์เก็ตเพลสที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายได้มาเจอกัน"


ถามถึงความยากง่ายในการหาทั้งฝั่งดีมานด์และซัพพลาย เขาบอกว่าเนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ย่อมมีความยากทั้งสองฝั่ง หากผลงานของศิลปินมีอยู่น้อย ทางฝั่งลูกค้าก็คงไม่คลิกเข้ามาดู ตรงกันข้ามถ้ามีคนซื้อน้อยก็ไม่อยากมีใครอยากมาขาย


แต่เพราะได้ตั้งธงแต่แรกว่าต้องการซัพพอร์ตศิลปิน เขาจึงเริ่มหาฝั่งของศิลปินก่อน ซึ่งในช่องทางของวันบายวันวอลล์ จะเป็นแหล่งรวมของงานศิลปะทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย ภาพวาด งานปฏิมากรรมจากชิ้นใหญ่ไปจนถึงชิ้นเล็ก โคมไฟประดับบ้าน ฯลฯ ซึ่งผลงานศิลปะทั้งหมดนี้ล้วนสร้างสรรค์โดยศิลปินรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีอายุระหว่าง 20-35 ปี


"เราโอเพ่นให้ศิลปินเป็นคนตั้งราคาขาย เมื่อขายได้ก็จะหัก 30% จากเขา เพราะเราจัดการให้ทุกอย่างตั้งแต่เอารูปของผลงานและคำบรรยายที่ศิลปินส่งมาขึ้นโชว์บนแพลตฟอร์มพร้อมทำการโปรโมทให้ ถ้าขายได้เราจะส่งคนไปรับของที่หน้าบ้าน ดูแลแพ็คเก็จจิ้งให้ทั้งหมดเพื่อนำไปส่งต่อให้กับลูกค้า"


โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของวันบายวันวอลล์จะเป็นคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับศิลปิน ซึ่งบางคนก็อาจเป็นผู้ประกอบการ หรือถ้าเป็นคนทำงานคงยังไม่ได้เป็นเบอร์หนึ่งขององค์กร แต่ก็อยู่ในตำแหน่งงานที่มีรายได้พอที่จะซื้อหางานศิลปะราคาหลักพัน หลักหมื่นได้ไม่ยากนัก


"ผมว่าวงการศิลปินบ้านเราน่ารัก พวกเขาจะแนะนำกันต่อ ผมเริ่มจากเข้าไปเล่ากับเขาตรง ๆ ว่าคิดจะทำอะไร และไปถามว่ามีอะไรที่สามารถซัพพอร์ตเขาได้ มันเป็นหลักการของดีไซน์ ติงกิ้ง ที่ต้องไปทำความเข้าใจพฤติกรรมของยูสเซอร์ซึ่งในที่นี้ก็คือศิลปิน ว่าเขาต้องการอะไร ปัญหาของเขาคืออะไร ซึ่งก็มีบางคนที่สงสัยว่าแล้วใครจะมาซื้อศิลปะทางออนไลน์ เพราะขนาดลูกค้าเห็นผลงานอยู่ตรงหน้าก็ยังไม่ซื้อเลย ยอมรับว่าผมแอบไม่มั่นใจว่าทำไปจะรอดหรือเปล่า แต่ก็คิดว่าต้องลอง เพราะมันก็มีคนที่มองว่าสะดวกไม่ต้องเดินทาง"


อย่างไรก็ดี ในช่วงขวบปีแรกวันบายวันวอลล์กลับพังไม่เป็นท่า มีรายได้มีไม่เพียงพอต่อรายจ่ายซึ่งเป็นธรรมดาของธุรกิจเกิดใหม่ แต่ธนบดีบอกว่าอีกหนึ่งเหตุผลเป็นเพราะเขาไปให้ความสำคัญกับความสมบูรณ์แบบในเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือ เทคโนโลยี ระบบต่าง ๆมากจนเกินไป


"ตอนแรกเราไปทุ่มทำแพลตฟอร์มเพราะอยากให้มันดูดี ดูเจ๋ง คิดว่าแล้วจะมีคนเข้ามาใช้เอง แต่จริง ๆมันไม่ใช่ เราควรต้องไปทำความเข้าใจทั้งทางฝั่งของศิลปินและทางฝั่งของลูกค้าให้มากยิ่ง ๆขึ้น ผมใช้คำว่าเราผลิตของที่ดีมากแต่คนไม่ได้ใช้ เหมือนผลิตเครื่องบินเพื่อวิ่งจากบ้านไปปากซอย ทั้ง ๆที่มันไม่มีความจำเป็นเลย ที่สุดก็รู้ว่าเราใช้จักรยานได้ ความเร็วอาจต่างกันแค่นิดเดียวเองแต่มันวิ่งไปถึงปากซอยเหมือนกันและเราอาจเหมาะกับจักรยานด้วย พอเราจัดความสำคัญได้ รายได้มันก็เริ่มเข้ามา "


กลยุทธ์ในการสร้างตลาดของวันบายวันวอลล์ หลัก ๆเป็นการให้ข้อมูลความรู้ผ่านทางเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย รวมถึงผ่านช่องทางออฟไลน์เช่นแม็กกาซีน ทั้งได้มีการทำเอ็กซิบิชั่นเพื่อให้ผู้คนได้มาเห็น ได้มาสัมผัสว่างานศิลปะของวันบายวันวอลล์มีหน้าตาเป็นอย่างไร


"การจัดเอ็กซิบิชั่นยังทำให้เรารู้สึกมั่นใจว่าเรามาถูกทาง เห็นชัดว่าคนที่มาในงานเขาแฮบปี้ ศิลปินที่มาออกงานก็มีความสุข เราสามารถเติมในสิ่งที่สองฝ่ายขาดได้จริง ๆ และเกิดเป็นแวลลูที่เป็นทั้งตัวเงินและจิตใจ คือคนซื้อก็ได้งานศิลปะที่ชอบ แถมยังได้เจอได้รู้จักศิลปินอย่างใกล้ชิด และเราเองก็มีโอกาสได้ทำความเข้าใจกับลูกค้าแต่ละกลุ่มได้มากยิ่งขึ้น"


ในเวลานี้วันบายวันวอลล์เติบโตและขยายตลาดได้เป็น 2 รูปแบบ หนึ่ง แบบบีทูซีเป็นการขายให้ลูกค้าทั่วไปที่สนใจ สอง แบบบีทูบี มีลูกค้าเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการงานศิลปะเพื่อนำไปตกแต่งในโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมีเนียม โรงแรม รีสอร์ท


"เนื่องจากพอเราสามารถรวบรวมศิลปินได้เยอะขึ้น และเราก็รู้ว่าศิลปินคนไหนถนัดงานประเภทไหน เมื่อเราเห็นว่ามีศิลปินคนใดทีมีความสามารถ หรือต้องการอยากมาทำงานคอมเมอร์เชียล เราก็จะรับงานเอาไปให้เขาทำ ปัจจุบันวันบายวันวอลล์เปรียบเหมือนเป็นเซ็นเตอร์ที่รวบรวมผลงานของศิลปินและดีไซน์เนอร์มาขายผ่านช่องทางออนไลน์ของเรา นอกจากนั้นก็ยังหาลูกค้าที่เป็นองค์กรธุรกิจเพิ่มเติมให้กับศิลปินด้วย"


ธนบดี บอกว่าได้รับการตอบรับที่ดีมาก ๆในตลาดบีทูบี เพราะสามารถไปช่วยอุดช่องโหว่ที่เกิดขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาอินทีเรีย ดีไซน์เนอร์อาจไม่มีเวลาพอที่จะลงรายละเอียดในงานศิลปะว่าแต่ละโครงการควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งวันบายวันวอลล์มีเซอร์วิสที่ตอบโจทย์ให้แบบวันสต็อบ คือช่วยดูได้ตั้งแต่การดีไซน์เริ่มต้น รวมถึงการผลิตไปจนถึงการติดตั้ง


ที่แน่ ๆตั้งแต่เดือน 6 ในปีนี้เป็นต้นไป ชื่อของวันบายวันวอลล์จะปรากฏในโครงการอสังหาฯ ต่าง ๆมากยิ่งขึ้น


"ภาพในปีนี้ วันบายวันวอลล์จะขยายตลาดบีทูบีมากขึ้น ไม่แค่โครงการอสังหาฯในไทย ยังหมายรวมโครงการในต่างประเทศด้วย เพราะเราจับมือกับบริษัทอินทีเรียและสถาปัตย์หลายเจ้าที่เขารับทำโปรเจ็คที่ต่างประเทศ สำหรับตลาดบีทูซี เราก็กำลังพัฒนารูปแบบที่ไม่เพียงแค่ออนไลน์ แต่จะปั้นกลุ่มยังอาร์ตติสให้ได้มีโอกาสไปโชว์ผลงานที่ต่างประเทศ เราจะทำหน้าที่ประสานศิลปินจากต่างประเทศได้มาแสดงผลงานที่บ้านเรา และก็จะนำเอาผลงานศิลปินไทยได้ไปแสดงที่ประเทศเขาบ้างเป็นการแลกเปลี่ยนไปมา"


เมื่อให้มองถึงโอกาสและความท้าทาย เขามองว่าคนต่างชาติในเวลานี้ค่อนข้างชื่นชอบศิลปะของประเทศฝั่งเอเชีย โอกาสก็คือตลาดอาจไม่จำกัดอยู่แค่ในประเทศเท่านั้นแต่อาจไปไกลถึงระดับโลก ส่วนความท้าทายนั้นว่าด้วยแรงสนับสนุนของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะเป็นฟันเฟืองทำให้ศิลปะเติบโตต่อไปได้ในระยะยาว


"ลำพังแค่เราและเอกชนบางแห่งมันก็จะไปได้ไม่ไกลมาก ดูอย่างจีนหรือเกาหลีใต้ที่ศิลปะของเขาไปได้เร็วมากเพราะทุกภาคส่วนในประเทศของเขาช่วยกัน ซึ่งเราเองไม่ได้มองใครเป็นคู่แข่ง ถ้ามีใครอยากทำอะไรที่ใกล้ ๆเรา ๆก็โอเค แทนที่เราจะแย่งกันกินบิสกิตอันเล็ก ๆ ผมอยากให้มาช่วยกันหาเค้กก้อนใหญ่แล้วมาแบ่งกันกินมากกว่า"


อีกเรื่องก็คงเป็นโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว เรื่องใหม่ในวันนี้่ผ่านไปเพียงแค่ 6 เดือนก็กลายเป็นเรื่องเก่า ดังนั้นธุรกิจที่ทำจะไปได้รอดหรือไม่เขายอมรับว่ายังไม่สามารถตอบได้ แต่ที่ต้องทำคือต้องเรียนรู้และปรับตัวให้พร้อม


"ผมดำเนินการธุรกิจแบบเอสเอ็มอี แต่ใช้วิธีสเกลแบบสตาร์ทอัพ ผมอาจมีความคิดคอนเซอร์เวทีฟมองการทำธุรกิจเป็นเหมือนต้นไม้ที่ต้องมีรากแก้วที่แข็งแรงก่อน ผมไม่เคยเห็นต้นไม้ที่แตกกิ่งเยอะแล้วจะสูงได้เลย รากแก้วในเชิงธุรกิจก็คือรายได้ ความสามารถของผู้ประกอบการ ทีมงานที่่แข็งแรง ประสบการณ์ในธุรกิจที่ช่ำชอง คอนเน็คชั่นที่มีพอ เราต้องสร้างรากแก้วให้ลำต้นแข็งแรงสูงจนพอเห็นว่ามีแสงอยู่ตรงไหนเราก็ค่อยแตกกิ่งยื่นไปทางนั้น ถ้าไม่เวิร์คก็ตัดกิ่งนั้นทิ้งไปต้นไม้ก็จะไม่ตาย"

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง