ผลประกอบการแกร่งหนุนดาวโจนส์ปิดพุ่งกว่า 200 จุด

13 มกราคม 2561
822

ดัชนีดาวโจนส์ ปิดตลาดวันศุกร์ (12ม.ค.)ตามเวลาท้องถิ่น ปรับตัวขึ้นกว่า 200 จุด แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันนี้ ขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน

ข้อมูลจากแฟคเซ็ท ระบุว่า บริษัทในดัชนีเอสแอนด์พี 500 จะมีผลประกอบการพุ่งขึ้น 11.2% ในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า หุ้นทั้ง 11 กลุ่มธุรกิจในดัชนีเอสแอนด์พี 500 จะมีผลกำไรและรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2554 ที่หุ้นทุกกลุ่มธุรกิจในดัชนีนี้มีผลกำไรและรายได้เพิ่มขึ้นภายในไตรมาสเดียวกัน

ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวขึ้น  228.46  จุดหรือ 0.89% ปิดที่ 25,803.19 จุดดัชนีเอสแอนด์พี 500 ขยับขึ้น 18.68  จุดหรือ 0.67% ปิดที่ 2,786.24  จุด และดัชนีแนสแด็กบวก 49.29 จุดหรือ 0.68 % ปิดที่ 7,261.06 จุด 

หุ้นกลุ่มการเงินพุ่งขึ้นนำตลาดวันนี้ โดยเจพีมอร์แกน เชส เปิดเผยว่า ทางธนาคารมีกำไร และรายได้ในไตรมาส 4 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยธนาคารมีรายได้ 2.545 หมื่นล้านดอลลาร์ และกำไร 1.76 ดอลลาร์/หุ้น ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์รายได้ที่ระดับ 2.515 หมื่นล้านดอลลาร์ และกำไร 1.69 ดอลลาร์/หุ้นในไตรมาส 4

แบล็คร็อค ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เปิดเผยว่า ทางบริษัทมีกำไรและรายได้ในไตรมาส 4 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ขณะที่สินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัทพุ่งขึ้นทะลุระดับ 6 ล้านล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ แบล็คร็อค ระบุว่า บริษัทมีกำไร 6.24 ดอลลาร์/หุ้น สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 6.02 ดอลลาร์/หุ้น และบริษัทมีรายได้ 3.469 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.321 พันล้านดอลลาร์

แบล็คร็อค ยังระบุว่า บริษัทมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการมูลค่า 6.288 ล้านล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 6.248 ล้านล้านดอลลาร์

เวลส์ ฟาร์โก ซึ่งเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของสหรัฐ เมื่อพิจารณาจากมูลค่าสินทรัพย์ เปิดเผยว่า ทางธนาคารมีกำไรในไตรมาส 4 สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ แต่มีรายได้ต่ำกว่าคาด โดยธนาคารมีรายได้ 2.205 หมื่นล้านดอลลาร์ และกำไร 1.16 ดอลลาร์/หุ้น ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์รายได้ที่ระดับ 2.238 หมื่นล้านดอลลาร์ และกำไร 1.07 ดอลลาร์/หุ้น

ด้านกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนธ.ค. สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากพุ่งขึ้น 0.9% ในเดือนพ.ย.

ส่วนกระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ขยับขึ้น 0.1% ในเดือนธ.ค. หลังจากปรับตัวขึ้น 0.4% ในเดือนพ.ย. และหากไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ดัชนีซีพีไอ พื้นฐานพุ่งขึ้น 0.3% ในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.ปีที่แล้ว หลังจากขยับขึ้น 0.1% ในเดือนพ.ย. โดยได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของค่าเช่า, การดูแลสุขภาพ และราคารถยนต์

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง