วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม 2569

Login
Login

ศาลฎีกายกฟ้อง'บัณฑิต สิทธิทุม' ยิงอาร์พีจีใส่กลาโหม

ศาลฎีกายกฟ้อง'บัณฑิต สิทธิทุม' ยิงอาร์พีจีใส่กลาโหม

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ยกฟ้อง "บัณฑิต สิทธิทุม" อดีตตำรวจวังน้ำเย็น คดียิงอาร์พีจีใส่กระทรวงกลาโหม ชุมนุมแดงปี 53

ในเหตุการณ์ชุมนุมแดงปี 53 พยานหลักฐานอัยการไม่ชัดเจน ศาลยกประโยชน์ให้จำเลย ขณะที่จำเลย เบี้ยวนัดไม่มาฟังตัดสิน 

ที่ห้องพิจารณาคดี 907 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาคดีหมายเลขดำ อ.2317/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องส.ต.ต.บัณฑิต หรือนายบัณฑิต สิทธิทุม อายุ 48 ปี อดีตตำรวจ สภ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย, ร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิดเป็นอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินผู้อื่น, ร่วมกันพยายามทำร้ายร่างกายจนเป็นให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์, ร่วมกันยิงปืนโดยใช้ดินระเบิดในที่ชุมนุม, ร่วมกันมีเครื่องยิงระเบิดไว้ในครอบครอง ซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้, ร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง ซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้, ร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1,221, 222, 258, 265, 295, 358, 371, 376 ประกอบมาตรา 80 และ 83 และพาอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิดไปในเมืองสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ตามความผิด พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน พ.ศ. 2490

             

ตามฟ้องโจทก์ ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 20 มี.ค.53 จำเลยกับพวกอีก 1 คน ร่วมกันใช้เครื่องยิงจรวด อาร์.พี.จี.2 เล็งและยิงลูกระเบิดไปยังอาคารกระทรวงกลาโหม เขตพระนคร ทำให้นายศักดิ์ หาญสงคราม ได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้สายเคเบิลโทรศัพท์ของ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เสียหายเป็นเงินจำนวน 39,421 บาท โดยจำเลยกับพวกมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญ บังคับ รัฐบาลไทยให้ยุบสภา ทั้งยังสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน การกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าวเป็นการสนับสนุนช่วยเหลือการก่อการร้ายของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จำเลยมีเครื่องยิงจรวด อาร์.พี.จี.2  จำนวน 1 กระบอก ลูกระเบิดแบบสังหาร เอ็ม 67 จำนวน 3 ลูก ปืนกลมือ (เอ็ม3) ขนาด .45 จำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืน .45 จำนวน 48 นัด เหตุเกิดที่แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ แขวงพระบรมมหาราชวัง แขวงพระนคร เขตรพระนคร แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน แขวงวัดเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กทม. เกี่ยวพันกัน   

โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.54 ให้จำคุก 38 ปี และให้ริบของกลาง ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดี ได้มีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 9 ส.ค.56 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง เนื่องจากพยานโจทก์หลายปาก เบิกความถึงสาระสำคัญตำแหน่งที่นั่งของคนร้ายไม่ตรงกัน ซึ่งขัดแย้งกับคำให้การชั้นสอบสวน ศาลจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลย แต่ให้ขังจำเลยไว้ระหว่างฎีกา 

ต่อมาอัยการโจทก์ ยื่นฎีกา ขณะที่ ส.ต.ต.บัณฑิต จำเลย ได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา    

อย่างไรก็ตาม วันนี้ เมื่อถึงเวลานัด ส.ต.ต.บัณฑิต จำเลย ก็ไม่มาศาล ซึ่งก่อนหน้านี้ในนัดอ่านคำพิพากษาฎีกาครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา จำเลยก็ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุ เชื่อมีพฤติการณ์จงใจหลบหนี ศาลอาญา จึงให้ออกหมายจับตัวเพื่อมาฟังคำพิพากษา พร้อมสั่งปรับนายประกัน 1 ล้านบาทตามหลักทรัพย์ 

โดยนายประกัน จำเลย ได้แถลงต่อศาลว่า ยังไม่สามารถติดตามจำเลยได้ ศาลเห็นว่าครบกำหนดระยะเวลา 1 เดือนที่ออกหมายจับแล้วแต่ยังไม่มีตัวจำเลย จึงให้อ่านคำพิพากษาทันที 

ทั้งนี้คำพิพากษาศาลฎีกา ระบุว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้ง 4 ปาก แสดงให้เห็นว่า พยานเห็นคนร้ายในเวลากลางคืน ซึ่งแม้จะมีแสงสว่างแต่ก็ยังเป็นข้อจำกัดในการมองเห็นและเป็นการพบคนร้ายในช่วงระยะเวลาสั้นๆ จึงไม่น่าจะมองเห็นชัดเจนและจำหน้าคนร้ายได้แม่นยำ            

อีกทั้งพยานโจทก์ ที่เห็นคนร้าย ก็ได้รู้เห็นเหตุการณ์โดยบังเอิญ ซึ่งต้องรับฟังอย่างระมัดระวัง ส่วนรถยนต์ของกลาง ที่โจทก์นำสืบว่ามีการซื้อขายต่อ ๆ กันมา จนกระทั่งมาอยู่ในความครองของจำเลย พยานโจทก์ไม่ได้ยืนยันอย่างชัดเจน เพราะขั้นตอนการซื้อขายใช้เวลาเพียงเล็กน้อย และที่โจทก์นำสืบว่า ผลการตรวจดีเอ็นเอ ของจำเลย ตรงกับดีเอ็นเอที่เจ้าหน้าที่ตรวจเก็บได้จากเสื้อแจ็คเก็ตสีดำ ของกลางที่ยึดได้จากภายในรถยนต์คันดังกล่าวนั้น จากรายงานผลการตรวจดีเอ็นเอ เป็นการตรวจหลังเกิดเหตุแล้วประมาณ 2 เดือน ซึ่งขัดแย้งกับผลการตรวจของเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง ที่ตรวจหลังเกิดเหตุทันทีและไม่พบดีเอ็นเอของจำเลย 

พยานบุคคลและพยานแวดล้อม มีความขัดแย้งกัน จึงมีเหตุให้สงสัยและยังมีพิรุธ อีกทั้งจำเลยให้การปฏิเสธมาตลอด จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องจำเลย