ดร.โสภณ พรโชคชัย

ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส

14 กันยายน 2561
2,972

สิงคโปร์ รัฐประชาธิปไตยที่แท้

อย่าว่าแต่ประชาชนทั่วไปที่อาจสับสน แม้แต่นายอภิสิทธิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ก็ยังสับสน นึกว่าสิงคโปร์ เป็นประเทศเผด็จการ

ทั้งที่เป็นรัฐประชาธิปไตยที่แท้ แม้ในวงการอสังหาริมทรัพย์สิงคโปร์ เขาก็ใช้หลักประชาธิปไตยเช่นกัน มาดูกัน

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อภิปรายไว้ว่า ตนไม่แน่ใจว่าสิงคโปร์เป็นประชาธิปไตยหรือไม่ (https://bit.ly/2ldjVg5) นายอภิสิทธิ์พยายามบอกว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่เผด็จการสามารถทำให้เจริญได้จริงหรือไม่ ทั้งๆ ที่อันที่จริงสิงคโปร์เป็นประชาธิปไตยเพราะไม่มีรัฐประหาร แต่มีการเลือกตั้งมาโดยตลอดโดยไม่มีการซื้อเสียง แต่ถ้า ลีกวนยู ทำรัฐประหารอ้างว่า ทำเพื่อชาติ คนสิงคโปร์คงลุกฮือแน่นอน

รัฐบาลสิงคโปร์ รักษาสิทธิประชาธิปไตยของคนส่วนใหญ่ ไม่ให้ถูกละเมิด ดังนั้นใครจะมาชุมนุม Shutdown สร้างความเดือดร้อนแก่คนอื่นไม่ได้ เพื่อนผมซึ่งเคยเป็นคณบดีอยู่มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ บอกว่า คนสิงคโปร์ที่ “ซุกซน” (Naughty) อยู่สิงคโปร์ลำบาก เพราะรัฐบาลไม่ยอมให้มีการประพฤตินอกลู่นอกทาง ทำสังคมปั่นป่วน การนี้ดูประหนึ่งว่ารัฐบาลสิงคโปร์เป็นเผด็จการ แต่ข้อนี้เป็นเพียงการรักษา กฎ กติกาของบ้านเมืองเช่นประเทศตะวันตกที่ให้เสรีภาพเต็มที่ ตราบเท่าที่ไม่ไปละเมิดต่อผู้อื่น เช่น เราจะนั่งกินเหล้า ตีเกราะเคาะไม้อยู่หน้าบ้านจนดึกดื่นเที่ยงคืนไม่ได้ ตำรวจจะมาจับไปปรับ(ทัศนคติและเงิน) ในฐานที่ละเมิดต่อเพื่อนบ้าน สิงคโปร์และประเทศตะวันตกจึงเป็น Unhappy Paradise ส่วนไทยอาจถือเป็น Happy Hell (ทำอะไรได้ตามใจ (ถ้ามีเงิน) คือไทยแท้)

การปรับทัศนคติเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในอดีตชาวสิงคโปร์ขึ้นชื่อเรื่องการถ่มถุย แต่ก็กลายเป็นอดีตไปหมดแล้ว ผู้คนข้ามถนนก็ต้องรอสัญญาณไฟแดงโดยเคร่งครัด ผมจำได้ว่าในปี 2520 เมืองไทยยังมีตำรวจคอยตรวจจับการข้ามถนนนอกเขตทางม้าลาย แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว รณรงค์หมวกกันน็อกก็ผีเข้าผีออก กลายเป็นการรณรงค์แบบ “ไฟไหม้ฟาง” แต่สิงคโปร์กลับรณรงค์จน “สร้างนิสัย ไปแล้ว แม้แต่นักท่องเที่ยวยังต้อง หลิ่วตาตาม

หลายคนมองว่าสิงคโปร์เป็นเผด็จการ ลีกวนยู ก็พูดอะไรส่อไปทางนั้น เช่น บอกว่าคนไม่เท่ากัน เหมือนนิ้วมือของเราเอง แต่ความจริงแล้ว คนเราไม่เท่ากันอยู่แล้ว แต่ทุกคนก็มีสิทธิ-ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ในสิงคโปร์ ก็มีการใช้กำลัง(กำปั้นเหล็ก) กระทั่งการโบยตี หรือประหารชีวิตนักโทษอย่างเฉียบขาดโดย (แทบ) ไม่มีการอภัยโทษ ติดคุกแป๊บเดียวก็ออกมา และจัดการกับผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย (กฎหมายที่เป็นธรรม) อย่างเฉียบขาด จะให้ใครมาชุมนุมทางการเมืองอย่างยืดเยื้อทำลายเศรษฐกิจของชาติไม่ได้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรจัดจุดชุมนุมทางการเมืองให้ คือ Speakers' Corner ไม่ใช่ชุมนุมกันสะเปะสะปะเช่นในประเทศไทย

อย่างไรก็ดี สิงคโปร์ก็ไม่ได้ดีเลิศประเสริฐศรีจนไร้ที่ติ มีการคุมขังบุคคลหนึ่งชื่อนาย Chia Thye Poh นานถึง 32 ปี โดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม และยังมีประชาชนถูกจับกุมคุมขังทำนองนี้อยู่อีกราว 36 คน

สิงคโปร์ถูกจัดอยู่ในอันดับท้ายๆ ของโลกในด้านการให้เสรีภาพของสื่อ ทั้งนี้เพียงเพราะสื่อไม่สามารถลงข่าวยั่วยุทางการเมือง หรือประเด็นแหลมคมเรื่องศาสนา เรื่องเพศ ส่วนที่อ้างว่าสื่อไม่มีเสรีภาพนั้น เขาคุมไม่ให้สื่อยั่วยุต่างหาก สื่อยังมีเสรีภาพเต็มที่ เช่น ครั้งหนึ่งลีกวนยู และครอบครัวแค่ซื้อห้องชุดสุดหรูใจกลางเมืองโดยได้ส่วนลด 5-12% ก็ถูกสื่อถล่มหนัก (https://bit.ly/2NwlOnB แต่ไม่ได้ด่าหยาบคายเช่นสื่อไทย)

ในแง่เสรีภาพในการอยู่อาศัย บางคนบอกสิงคโปร์ไม่มีเสรีภาพกระทั่งการเลือกที่อยู่ของตนเอง โดยคนสิงคโปร์มีเชื้อชาติหลักคือจีน (74%) มาเลย์ (13%) และอินเดีย (9%) ในการอยู่อาศัยในแต่ละอาคารนั้น จะต้องมีสัดส่วนผู้อยู่อาศัยที่ใกล้เคียงกันตามนี้ จะไม่ให้มีตึกหรือชั้นในตึกที่อยู่เฉพาะคนจีน หรือคนมุสลิมอย่างเด็ดขาดเพื่อป้องกันการแบ่งแยก มั่วสุมและการก่อการร้าย กรณีนี้ก็เป็นสิ่งที่สมควรในการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน

ในสิงคโปร์มีกระบวนการหนึ่งคือ Enbloc Sale (https://bit.ly/2wXqgCq) คือโครงการอาคารชุดเก่า ที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ดี หากเจ้าของห้องชุด 80% ต้องการจะขาย ก็สามารถขายได้ โดยมีนักพัฒนาที่ดินยินดีซื้อตึกมาทุบทิ้งเพื่อขึ้นโครงการใหม่ ผู้อยู่อาศัยเดิมจะได้รับเงินชดเชยโดยมากจะได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 50% เช่น ถ้าห้องชุดในโครงการนั้นปกติขายราคา 10 ล้านบาท ก็จะมีนักพัฒนาที่ดินมาซื้อเป็นเงิน 15 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ขายได้กำไร จูงใจให้ขายนั้นเอง

ถ้าคนส่วนใหญ่ 80% ต้องการจะขาย คนอีก 20% ก็ต้องยอมตามด้วย ตามทำนอง "เสียงส่วนใหญ่คือความถูกต้อง เสียงส่วนน้อยที่ไม่ยอมขาย อาจอ้างว่า "เจ้าคุณปู่สั่งไว้ ให้อยู่ที่นี่ ตายที่นี่" เรื่องทางจิตใจอย่างนี้ รับฟังไม่ได้ จะยกมาอ้างเพื่อ "ยืนกระต่ายขายเดียว" ไม่ได้ ประชาชนส่วนน้อย 20% สามารถไปฟ้องร้องต่อศาลได้ แต่ศาลก็จะสั่งให้จ่ายค่าทดแทนให้สมน้ำสมเนื้อ ให้ไปอยู่ดี สิงคโปร์จึงไม่ใช่ประเทศที่ปล่อยให้เสียงส่วนน้อยที่เป็น อภิชน มากดขี่เสียงส่วนใหญ่อย่างเด็ดขาด และในกรณีขายอาคารชุดแบบ Enbloc นี้ ก็ไม่ใช่การบีฑาคนส่วนน้อย เพราะต่างก็ได้ผลตอบแทนสูงถึงราว 50% ของมูลค่าตลาดนั่นเอง

ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง สิงคโปร์ได้รับการพิสูจน์ชัดว่าเป็นประเทศที่แทบจะไร้ทุจริต มีความโปร่งใสติดอันดับสูงสุดแห่งหนึ่งของโลก ความสุจริตเกิดขึ้นได้ในสมัยประชาธิปไตยที่โปร่งใสเท่านั้น ไม่อาจเกิดขึ้นในยุคเผด็จการอย่างเด็ดขาด การพัฒนาที่ดินในประเทศสิงคโปร์ ไม่ต้องจ่ายเงินให้คณะกรรมการจัดสรรที่ดิน กรมที่ดิน เทศบาลท้องถิ่น การประปา การไฟฟ้า การออกบ้านเลขที่ การเปิดใช้อาคารในสิงคโปร์ ฯลฯ ที่เป็นแบบนี้เพราะ “หัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” นั่นเอง

 ถ้ามีประชาธิปไตย ประชาชนก็มีสิทธิมีเสียง มีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจชาติ

 

แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

ขุมทรัพย์‘อีสปอร์ต’พุ่ง5หมื่นล้าน