ทัศนะจากผู้อ่าน

ผู้อ่านสามารถส่งเรื่องมาได้ที่ ktopinion@nationgroup.com

13 เมษายน 2561
3,140

วิทยาศาสตร์ช่วยไก่โตเร็วโดยไม่ต้องพึ่งฮอร์โมน

ท่าทางประเทศไทยของเราจะมีปัญหาเรื่องมโนความคิดของคนในชาติจนขุนไม่ขึ้นแล้วกระมัง สมัยก่อนก็ยังมโนและนินทาใส่สีตีไข่กันแบบปากต่อปาก

แค่นั้นก็รู้กันไปยันสามบ้านแปดบ้าน สมัยนี้มีโซเชียลมีเดียยิ่งทำให้สนุกกับการนินทา การให้ร้าย และหลอกลวงกันเต็มหน้าจอไปหมด ที่เจ็บปวดหนักก็เห็นจะเป็นการย่ำอยู่กับความเชื่อเดิมๆ ไม่ยอมรับว่าโลกมันเปลี่ยน มันพัฒนากันด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ดราม่าความเชื่อและอคติที่ขัดต่อวิทยาศาสตร์เช่นนี้จะถูกฝังอยู่ในอินเตอร์เน็ท กลายเป็นความรู้ผิดๆที่จะส่งต่อไปถึงลูกหลานเราในอนาคต 

อย่างคลิปเรื่องหยุดแชร์ หยุดเชื่อ กินไก่แล้วโตไว” ที่มหาวิทยาลัยมหิดลจัดทำขึ้น โดยมี สัตวแพทย์หญิง พัชราภรณ์ ขำพิมพ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลตามหลักวิชาการอย่างตรงไปตรงมา .... ซึ่งก็น่าจะเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้ “ผู้ไม่รู้” ได้รับรู้ความจริงของแวดวงการเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหาร ได้เรียนรู้จรรยาบรรณสัตวแพทย์ที่ทำหน้าที่เลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหารว่า ผลลัพธ์สุดท้ายคือต้องได้เนื้อสัตว์ที่ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค

แต่เท่าที่อ่านความเห็นต่างๆ ที่ปรากฏในFB Pageของมหิดลชาแนล กลับเห็นความเชื่อและอคติของ “ผู้ไม่รู้” ที่อวดรู้ เห็นคนที่ถึงกับปิดสมองของตนเองไม่ยอมรับความรู้ใหม่ๆ ซ้ำยังให้ร้ายอาจารย์ไปเสียอีก ทั้งๆที่การบริการวิชาการเป็นภารกิจหนึ่งของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักวิชาการพึงกระทำ ... ถ้าผู้รู้เสียกำลังใจไม่ออกมาให้ความรู้สังคม ต่อไปประเทศนี้ที่เป็นสังคมอุดมดราม่าอยู่แล้ว ก็คงจะมีแต่คนออกมาพูดเรื่องเท็จ เรื่องที่คิดไปเอง แล้วสะสมเป็นข้อมูลที่บิดเบี้ยวไปอีกนานแสนนาน...

เรื่องของกินไก่ไม่เกี่ยวเด็กโตเร็วมีการพูดถึงกันบ่อยครั้ง ไม่ใช่เพียง อาจารย์สัตวแพทย์ท่านนี้เท่านั้น ขอแยกผู้รู้ออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของสัตวแพทย์ผู้เลี้ยงสัตว์กับส่วนของแพทย์ผู้ดูแลคนไข้ แพทย์แต่ละวนก็ล้วนมีความเชี่ยวชาญในสายงานของตนเอง

หมอโรคหัวใจไม่สามารถทำหน้าที่ผ่าตัดสมองได้ ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น หมอคนก็ไม่เคยลงมือเลี้ยงไก่-ดูแลไก่เป็นแสนตัวในระดับอุตสาหกรรมเหมือนที่สัตวแพทย์ทำอยู่ ขณะเดียวกันสิ่งที่หมอสัตว์ทำได้คือการอธิบายสิ่งที่ปฏิบัติอยู่จริงในปัจจุบัน เพื่อเป็นข้อมูลให้แพทย์ได้ใช้เป็นส่วนประกอบในการวินิจฉัยอาการป่วยของคนไข้ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ในส่วนของสัตวแพทย์ ก็ออกมาให้ความรู้ในสิ่งที่ตนรับผิดชอบก็บอกข้อมูลทั้งหมดแล้วในคลิป และไม่ใช่แค่มหิดล ...ผศ.ดร.นายสัตวแพทย์ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็พูดตรงกัน ว่า อุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่เนื้อของไทยไม่มีความจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนเร่งโต เพราะ 1.) การพัฒนาสายพันธุ์ให้มีอัตราแลกเนื้อหรือการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อสูง ทำให้ไก่โตเร็ว 2.) ฟาร์มมีระบบการจัดการที่ดีใช้การเลี้ยงเข้าและออกเป็นชุดๆ (All in-All out) 3.)โรงเรือนที่ใช้เลี้ยงเป็นระบบที่ทำให้ไก่มีสุขสภาวะที่ดี มีการปรับระยะเวลาการให้แสงและการควบคุมสภาพแวดล้อม เพื่อกระตุ้นให้ไก่ออกกำลังและกินอาหารได้ตลอดเวลา 4.) มีพัฒนาด้านคุณภาพของอาหารให้เหมาะกับอัตราการแลกเนื้อ มีการปรับสูตรอาหารเพื่อเน้นคุณค่าทางโภชนาการ เหมาะสมกับไก่ในแต่ละช่วงอายุ

5.) มีระบบการป้องกันโรคที่ดี มีการทำวัคซีนและการถ่ายพยาธิเพื่อลดโอกาสการป่วย 6.) ระยะเวลาในการเลี้ยงไก่เชิงอุตสาหกรรมนั้น จึงใช้เวลาในการเลี้ยงสั้นกว่าสมัยก่อนมาก เพียงแค่ประมาณ 30-40 วันเท่านั้น ซึ่ง“ไม่จำเป็นต้องพึ่งฮอร์โมนให้เปลืองเงินและอันตรายเลย” และที่สำคัญการใช้ฮอร์โมนในไก่นั้นเป็นสิ่ง“ผิดกฎหมาย” ในประเทศไทยก็มีกฎหมายห้ามใช้ฮอร์โมนในไก่และผลิตภัณฑ์ที่เป็นอาหารมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 แล้วจึงไม่มีใครเสี่ยงคุกเสี่ยงตารางแน่นอน

อย่าลืมว่าไทยส่งออกเนื้อไก่ไปทั่วโลก และการตรวจสอบฮอร์โมนตกค้างทำได้ง่ายดาย หากสหภาพยุโรปหรือญี่ปุ่นตรวจพบต้องถูกตีกลับทั้งล๊อต กระทบเศรษฐกิจไทยทั้งประเทศย่อมไม่มีผู้ผลิตไก่รายใดยอมเสี่ยง

จริงอยู่ว่า ในอดีตก่อนปี 2529 จะมีการใช้ออร์โมนอย่างแพร่หลายเนื่องจากไม่มีข้อห้ามใดๆ แต่เมื่อมีกฏหมายออกมากำกับ มีเทคโนโลยีการเลี้ยงไก่ที่พัฒนาไปมากดังกล่าวข้างต้น การเลี้ยงไก่จำนวนทีละมากๆเป็นหมื่นเป็นแสนตัวแล้วจะมาจับไก่ฉีดฮอร์โมนทีละตัวดังอดีตนั้น เป็นเรื่องทำได้ยากและเสียค่าแรงคนงานเปล่าๆ ฉีดไปฮอร์โมนยังไม่แสดงผลก็ถึงเวลาจับแล้ว เท่ากับคนทำต้องจ่ายค่าฮอร์โมนไปโดยไร้ประโยชน์ เสี่ยงคุกตาราง ชั่งน้ำหนักแล้ว นักเลงคีย์บอร์ดน่าจะพิจารณาได้ด้วยตัวเอง

ตามไปดูต่อในส่วนของหมอที่ดูแลคนไข้ อย่าง ศ. นพ.พัฒน์ มหาโชคเลิศวัฒนา หัวหน้าหน่วยต่อมไร้ท่อ และเมตาโบลิซึม คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี อธิบายว่า ภาวะเด็กโตเร็วเกิดขึ้นทั่วโลก โดยมีสาเหตุหลักที่คนทั่วโลกยอมรับก็คือภาวะโรคอ้วนหรือโภชนาการที่ดีเกินไป” เนื่องจากเนื้อเยื่อไขมันที่ทำให้เด็กๆอ้วนนั้นมีความสามารถทำให้ร่างกายกระตุ้นฮอร์โมนเพิ่มขึ้น ตัวเซลล์ไขมันไม่ใช่สิ่งที่ดี 

ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครอง ควรจะเลี้ยงดูลูกให้มีน้ำหนักที่เหมาะสมอย่าปล่อยให้อ้วนตั้งแต่ 3-4 ขวบ เพราะมีข้อมูลติดตามผลต่อเนื่องแล้วพบว่า เด็กที่มีอายุ 3- 4 ขวบ จะเข้าสู่วัยรุ่นเร็วกว่าปกติถึง 1-2 ปี เด็กอ้วนจะโตกว่าเพื่อนๆ วัยเดียวกัน แต่จะหยุดสูงเร็ว และหลังจากเติบโตขึ้นเขามักเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่สูง ซึ่งภาวะอ้วนหรือโภชนาการที่ดีเกินไปก็เพราะมีอาหารการ กินอุดมสมบูรณ์กว่าแต่ก่อนมาก ไม่ได้มีสาเหตุหลักมาจากการกินไก่แต่อย่างใด

สอดคล้องกับนพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ที่ให้ข้อมูลไว้ว่า...การเป็นหนุ่มสาวเร็ว เป็นโรคอย่างหนึ่งเรียกว่า“โรคหนุ่มสาวก่อนวัย” สาเหตุมาจากมีมวลไขมันพอกตัวเยอะ ผู้ที่ชอบกินไก่ทอดหรือหนังไก่มีโอกาสเป็นโรคนี้สูง... ขณะที่เนื้อไก่จัดอยู่ในกลุ่มเนื้อสีขาว (White meat) เป็นโปรตีนย่อยง่าย ไขมันน้อย ถ้าเทียบกับเนื้อแดง เช่น เนื้อวัว และ เนื้อไก่ก่อให้เกิด“ภูมิแพ้”น้อยกว่า เพราะกรดอะมิโนในเนื้อมีไม่มากเท่าเนื้อวัว...ดังนั้นคนที่เป็นภูมิแพ้เรื้อรังหรือเด็กมีภูมิแพ้ ควรเปลี่ยนมากินเนื้อไก่... นอกจากนี้ รพ.ศิริราช ยังเอาเนื้ออกไก่มาบดทำเป็นน้ำเรียกว่า“นมไก่”ให้เด็กภูมิแพ้กินแทนนมวัว

ความเชื่อหรืออคติที่ว่าเด็กโตเร็วเพราะกินไก่เพียงอย่างเดียว จึงนับเป็นความเชื่อที่เอนเอียงให้ไก่กลายเป็นแพะ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ฝังลึก และส่งต่อโดยผู้ที่มิได้ศึกษาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ เมื่อมี “ผู้รู้” เสียสละเวลามาให้ข้อมูล จึงไม่ควรปิดกั้นด้วยอคติดังเช่นที่เกิดขึ้น

อย่าให้ วิทยาศาสตร์ต้องพ่ายต่อความเชื่อและอคติเลย เร่งแก้ไข-เปิดใจ-ปรับพฤติกรรมกันเถิดหนาออเจ้า...มิใช่เพื่อใครแต่เพื่อลูกหลานเราในอนาคตนั่นแล.

 โดย... จอมทัพ ก้องศักดา

แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

กนง.จ่อขึ้นดอกเบี้ยรอบ7ปี