พิมพร ศิริวรรณ

นักเขียนผู้สนใจการสร้าง "องค์กรแห่งความสุข" (Happy Workplace) ทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

18 มกราคม 2561
1,521

เทรนด์องค์กรสร้างสุข ปี 2018

สวัสดีปีใหม่ 2018 ทุกปี เราก็จะมาอัพเดทเทรนองค์กรและเทรนองค์กรสร้างสุข ซึ่งนิตยสาร Forbes ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า

ปีนี้น่าจะเป็นปีแห่งการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้พนักงาน โดยจะมีผสมผสานการสร้างการมีส่วนร่วมให้พนักงานพร้อมๆกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กร และการผลักดันให้พนักงานมีความสามารถในการทำงานมากขึ้น ขณะที่ในส่วนของฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะมีการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI เพื่อเข้าใจ เข้าถึง และสร้างความสนใจให้พนักงานมากขึ้น

คุณอลัน โคล ผู้ก่อตั้ง และเป็นประธานงานบริการด้านสุขภาพและสร้างสุขภาวะที่ดี “Total wellness” ระบุในบทความของเขาว่า ปี 2561นี้ เราจะเห็นองค์กรมีการผสมผสานโปรแกรมสร้างสุขให้พนักงาน กับแผนพัฒนางาน โดยหวังให้เกิดผลดีต่อทั้งบรรยากาศการทำงานและความสำเร็จของพนักงาน ซึ่งไม่เพียงจะช่วยทำให้สุขภาพกายใจพนักงานดีขึ้น แต่ยังทำให้องค์กรมีชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นด้วย ซึ่งรูปธรรมที่จะเกิดขึ้นในองค์กรที่มาในแนวทางนี้คือ จะมีการสร้างหลักสูตร โปรแกรมการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพให้พนักงานใหม่ๆโดยให้ความสำคัญกับการสื่อสารสร้างการรับรู้ให้พนักงานมากขึ้น รวมถึงมีการออกแบบสถานที่ทำงานให้โดนใจ เอื้อต่อการทำงานอย่างมีความสุข ซึ่งไม่เพียงจะทำให้พนักงานมาทำงานด้วยความแฮปปี้ แต่ยังดึงดูดใจให้คนรุ่นใหม่อยากมาสมัครงานกับบริษัทด้วยเทรนในการสร้างสุขในองค์กร ยังจะมีการปรับจาก One Size fit all ให้เข้าถึงความต้องการ ความสนใจ และ บุคลิกของพนักงาน เรียกว่าเข้าถึงพนักงานแต่ละคนมากขึ้น โดยจะมีการใช้ดิจิตอลแพลตฟอร์ม มาช่วยให้พนักงานสามารถกำหนดเป้าหมายในการทำกิจกรรมสร้างสุขภาวะที่อยู่บนพื้นฐานของสุขภาพของตนเอง รวมถึงความสนใจและความชอบ ได้ดียิ่งขึ้น

คุณอลัน ยังระบุว่า ปีนี้โปรแกรมเสริมสร้างสุขภาพจิต กิจกรรมสร้างพลังใจที่ดีให้พนักงาน จะมาแรง และได้รับความสนใจมากขึ้น เช่น กิจกรรมบำบัด สร้างสุข ลดเครียด ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมให้คำปรึกษา การเสริมสร้างสมรรถนะในการจัดการกับปัญหา อารมรณ์ ความเครียด

ส่วนรูปแบบโปรแกรมสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับพนักงานนั้น คุณอลันมองว่า จะมีการออกแบบให้ง่ายขึ้น ไม่ซับซ้อน เพราะแต่ละวันพนักงานต้องแบกรับกับภาระงานที่มากโขอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามในความง่ายนั้น ก็จะมีการคำนึงถึงการสื่อสาร การประเมินสุขภาพ การคัดกรอง และการให้ความรู้ เพื่อให้พนักงานมีความสนใจและมีส่วนร่วมมากที่สุด

เทรนด์ต่อไปที่น่าสนใจมากๆ และผู้เขียนก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง คือ องค์กรจะหันมาสนใจเรื่องการพักผ่อน หรือการนอนของพนักงานมากขึ้น เนื่องจากพบว่า การนอน การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานอย่างชัดเจน โดยไม่เพียงแต่จะทำให้คุณภาพงานต่ำ เกิดความเสี่ยง มีข้อผิดพลาด แต่ยังทำให้เกิดต้นทุนที่สูงด้วย บริษัทในสหรัฐอเมริกาหลายแห่งจึงเริ่ม นำเรื่องการนอน เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมสร้างสุขภาวะที่ดีให้พนักงาน มีการให้ความรู้ถึงอันตราย ขณะที่บางแห่งมีการจัดห้องงีบให้พนักงานได้นอนพักในตอนกลางวัน รวมถึงมีการปรับเวลาเข้างานให้ยืดหยุ่นมากขึ้น

จากความล้ำยุคของเทคโนโลยี ว่ากันว่าปีนี้จะมีการนำโปรแกรมอัจฉริยะ เทคโนโลยี AI มาใช้ช่วยดูแลสุขภาวะพนักงานมากขึ้น ซึ่งจากความล้ำสมัยของ เทคโนโลยี จะทำให้ฝ่าย HR ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาวะของพนักงานที่ถูกต้อง แม่นยำ และสามารถนำไปใช้ประมวลผลเพื่อวางแผนสำหรับการจัดโปรแกรมสุขภาพในอนาคตด้วย โดยขณะนี้บริษัทบางแห่งเริ่มนำ โปรแกรมผู้ช่วยอัจฉริยะ Chatbot ที่สามารถทำงานได้ตลอด24 ชั่วโมง มาใช้ในการตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ รวมถึงการให้ความรู้ข้อมูลสวัสดิการกับพนักงานแล้ว

และจากความตื่นตัวด้านสุขภาพของพนักงาน คุณอลัน โคลมองว่า ในปีนี้เราจะเห็นบริษัท หรือโรงงานมีการปรับเปลี่ยนตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ Vending Machine ที่วางตั้งในโรงอาหาร ล๊อบบี้บริษัท ซึ่งปกติจะใส่น้ำอัดลม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ให้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพมากขึ้น เช่นผลไม้ ผักสด ผลไม้อบแห้ง และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ ปีนี้บริษัทที่ทำธุรกิจด้านสุขภาพ เวลเนสต่างๆยังมีแนวโน้มที่จะมีการจับมือร่วมกันทางธุรกิจ ซึ่งอาจจะมีทั้งบริษัทใหญ่จับมือบริษัทเล็ก เพื่อให้การบริการสุขภาพใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ โดนด้วย

สำหรับประเทศไทย เทรนด์การสร้างสุขในองค์กรจะเป็นอย่างไรคราวหน้า ชวนมาติดตามกันค่ะ

 

แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

กฎหมายภาษีที่ดินฯผ่านฉลุย