วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘เฮกเซธ’ร่วมประชุมอาเซียน เตรียมเจอคำถามเดือดสหรัฐจริงใจแค่ไหน?

“พีต เฮกเซธ” รมว.กลาโหมสหรัฐ เตรียมเจอคำถามหนักหน่วงถึงความมุ่งมั่นของวอชิงตันต่อภูมิภาคอินโดแปซิฟิก กลางเวทีประชุม รมว.กลาโหมอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ วันนี้

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน ขณะที่กองทัพสหรัฐกำลังง่วนอยู่กับสงครามอิหร่าน และความตึงเครียดกับจีนเพิ่มสูงขึ้น กระทรวงกลาโหมสหรัฐ (เพนตากอน) แถลงว่า การเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอาเซียนของนายเฮกเซธ ซึ่งจัดขึ้นในจังหวัดเซบูของฟิลิปปินส์ในวันนี้ (28 ต.ค.) จะเป็นการยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลวอชิงตันต่อภูมิภาคแปซิฟิก ภายใต้แนวคิด “สันติภาพผ่านความแข็งแกร่ง”

ด้านนักวิเคราะห์กล่าวว่า ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจใช้การประชุมนอกรอบกับนายเฮกเซธหาความชัดเจนถึงเป้าหมายสุดท้ายของสหรัฐในสงครามอิหร่าน, ความคาดหวังของสหรัฐที่มีต่อพันธมิตรและประเทศหุ้นส่วน ตลอดจนประเด็นที่ว่าสหรัฐจะสามารถดำเนินสงครามดังกล่าวไปพร้อมกับรักษาคำมั่นที่มีต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกได้อย่างไร

“พวกเขาคงต้องการให้สหรัฐชี้แจงให้ชัดเจนว่า สหรัฐยังคงยึดมั่นต่อพันธมิตรและหุ้นส่วนของตนมากน้อยเพียงใด” นายคอลลิน โคห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจากวิทยาลัยการระหว่างประเทศ เอส ราชารัตนัมในสิงคโปร์ กล่าวพร้อมย้ำ

“อีกประเด็นสำคัญคือ เรื่องนี้จะส่งผลอย่างไรต่อความมุ่งมั่นของสหรัฐที่มีต่อภูมิภาคอินโดแปซิฟิก”

  • เศรษฐกิจสะเทือนเพราะสงครามอิหร่าน

เศรษฐกิจของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญผลกระทบจากสงครามอิหร่าน ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์  ประเทศเจ้าภาพ ก็กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความขัดแย้งให้กับเวทีการประชุม ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเจรจาและความร่วมมือเชิงปฏิบัติด้านความมั่นคง

สงครามอิหร่าน ซึ่งเริ่มต้นจากการโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 ก.พ ส่งผลกระทบต่อการขนส่งทางเรือและตลาดน้ำมัน ทำให้เห็นถึงความเปราะบางของประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิง และส่งผลให้ประเด็นความมั่นคงทางพลังงานมีความสำคัญมากขึ้นในวาระการประชุมของอาเซียน

นายเกร็ก โพลิง ผู้อำนวยการโครงการ Asia Maritime Transparency Initiative กล่าวกับรอยเตอร์ว่า การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้นายเฮกเซธได้หารือเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจีน, ทะเลจีนใต้ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาท และคำมั่นของรัฐบาลวอชิงตันที่มีต่อประเทศพันธมิตรตามสนธิสัญญา

“ประเทศส่วนใหญ่ต้องการได้รับคำยืนยันเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของสหรัฐต่อภูมิภาคนี้ แม้จะมีความปั่นป่วนทางการเมืองในกรุงวอชิงตัน และขีดความสามารถทางทหารกับความพร้อมรบของสหรัฐจะอ่อนแอลงจากสงครามในอิหร่านก็ตาม” นายโพลิงระบุ

ประเด็นนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐภายใต้สนธิสัญญา ความสัมพันธ์ระหว่างฟิลิปปินส์กับรัฐบาลปักกิ่งย่ำแย่ลง ท่ามกลางเหตุเผชิญหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้, การใช้มาตรการคว่ำบาตรของจีน และล่าสุดคือการเรียกเอกอัครราชทูตจีนเข้าพบเพื่อชี้แจง

กระทรวงกลาโหมจีนแถลงเมื่อวันอังคาร (27 ต.ค.) ว่า ทูตทหารประจำฟิลิปปินส์จะเป็นผู้ร่วมประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน

 ทั้งนี้ ไม่กี่วันก่อนการประชุม ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-29 ต.ค. กองทัพฟิลิปปินส์ระบุว่า ได้ติดตามตรวจการณ์และเฝ้าติดตามกองเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิงของจีน ขณะที่กองเรือดังกล่าวแล่นผ่านน่านน้ำนอกชายฝั่งทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ มุ่งหน้าไปยังทะเลเซเลเบส

นายโพลิงกล่าวเพิ่มเติมว่า การส่งสัญญาณที่หนักแน่นและชัดเจนยิ่งขึ้นมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในการหารือระหว่างประเทศที่มีแนวคิดและจุดยืนใกล้เคียงกัน

ประเทศเหล่านี้รวมถึงกลุ่ม “เดอะสควอด” (The Squad) อันประกอบด้วยสหรัฐ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์ โดยรัฐมนตรีกลาโหมของทั้งสี่ประเทศมีกำหนดพบหารือกันในวันนี้

  • คาดแถลงการณ์ประธานอาเซียนใช้ถ้อยคำระมัดระวัง

อย่างไรก็ตาม นายโคห์กล่าวว่า ถ้อยแถลงประธานอาเซียนฉบับสุดท้ายที่เผยแพร่หลังการประชุม มีแนวโน้มที่จะใช้ถ้อยคำที่ระมัดระวังมากกว่าการหารือที่เกิดขึ้นในวงปิด และน่าจะยังคงใช้ถ้อยคำตามแนวทางที่อาเซียนคุ้นเคย

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า การที่รัฐบาลมะนิลาเป็นประธานอาเซียนในปีนี้ ขณะที่ฟิลิปปินส์กำลังมีข้อพิพาทกับจีน ทำให้สถานการณ์ดังกล่าวมีความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ

ฟิลิปปินส์จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างความร่วมมือที่มุ่งหวังจะพัฒนาให้เกิดขึ้นจริงในอนาคต เช่น การเชื่อมโยงด้านพลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัล และความร่วมมือระหว่างหน่วยยามฝั่ง กับความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นกับจีน รวมถึงการจัดทำประมวลหลักปฏิบัติในทะเลจีนใต้ที่ยังไปไม่ถึงไหน

“สำหรับฟิลิปปินส์แล้ว ตลอดทั้งปีที่ดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนถือเป็นช่วงเวลาที่ต้องพยายามรักษาสมดุลอย่างยากลำบาก” นายโพลิง ซึ่งดำรงตำแหน่งนักวิจัยประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และระหว่างประเทศด้วย กล่าวก่อนทิ้งท้าย

“ผมคาดว่าจะเห็นความร่วมมือในทางปฏิบัติในกรอบการดำเนินงานต่าง ๆ ของ การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน แต่จะไม่มีการจัดแนวทางยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกันในประเด็นทะเลจีนใต้ หรือประเด็นที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนอื่น ๆ”