พรรคคอมมิวนิสต์จีนเปิดการประชุมสมาชิกระดับสูงเป็นเวลา 4 วัน โดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการ “กำกับดูแลตนเองของพรรคอย่างเต็มรูปแบบและเข้มงวดรอบด้าน” ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พยายามเสริมสร้างอำนาจทางการเมืองและผลักดันให้สมาชิกพรรคยึดมั่นในแนวคิดทางอุดมการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน
KEY POINTS
- การประชุมพลีนัมครั้งที่ 5 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน มีเป้าหมายหลักเพื่อกำหนดมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการกำกับดูแลพรรคอย่างเข้มงวด
- เน้นย้ำการผลักดันนโยบายปราบปรามการทุจริตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นนโยบายหลักของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงจำนวนมาก
- นอกจากปราบปรามการทุจริตแล้ว ยังมีการเพิ่มความเข้มงวดในการลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ละเลยหรือปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของพรรค
พรรคคอมมิวนิสต์จีน เปิดการประชุมสมาชิกระดับสูงเป็นเวลา 4 วัน โดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการ “กำกับดูแลตนเองของพรรคอย่างเต็มรูปแบบและเข้มงวดรอบด้าน” ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พยายามเสริมสร้างอำนาจทางการเมืองและผลักดันให้สมาชิกพรรคยึดมั่นในแนวคิดทางอุดมการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน
การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 (Fifth Plenum) ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 20 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-29 ตุลาคม โดยประธานาธิบดีสี ในฐานะเลขาธิการพรรค ได้นำเสนอร่างเอกสารต่อคณะกรรมการกลาง เอกสารดังกล่าวครอบคลุมความท้าทายสำคัญที่พรรคกำลังเผชิญ ทั้งการเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารประเทศ การป้องกันไม่ให้สมาชิกพรรคเกิดความประมาทหรือพึงพอใจในสถานะของตนเองมากเกินไป ตลอดจนการปราบปรามการทุจริต ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่สีผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง
บทความแสดงความคิดเห็นของสำนักข่าวซินหัว สื่อทางการของจีน ระบุว่า การดำเนินงานตามมติและแผนยุทธศาสตร์สำคัญของคณะกรรมการกลางพรรค ซึ่งเป็นองค์กรหลักในการกำหนดทิศทางและตัดสินใจของพรรค จะต้องไม่หยุดอยู่เพียงถ้อยแถลง แต่ต้องนำไปปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
“สิ่งสำคัญคือการปรับปรุงกฎเกณฑ์และระเบียบข้อบังคับเชิงสถาบันให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อปิดช่องโหว่และเสริมสร้างกลไกป้องกัน พร้อมทั้งรับประกันว่ากฎเกณฑ์เหล่านั้นจะได้รับการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิผล” บทความระบุ
นักวิเคราะห์มองว่า การประชุมครั้งนี้อาจเป็นการประชุมสำคัญครั้งสุดท้ายของพรรคก่อนการปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้นำในปี 2027 โดยคาดว่าสีจะยังคงดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดต่อไปเป็นสมัยที่ 4
ปราบทุจริต-สร้างความคาดการณ์ได้ให้ตลาด
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สีได้ผลักดันการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตครั้งใหญ่ ซึ่งส่งผลให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงและนายทหารชั้นนายพลหลายร้อยคนถูกสอบสวน ลงโทษ หรือพ้นจากตำแหน่ง รวมถึงบุคคลที่เคยเป็นพันธมิตรทางการเมืองของเขาเอง
นักวิจารณ์เตือนว่า การกวาดล้างบุคลากร โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพ อาจบั่นทอนเสถียรภาพภายในและลดทอนความพร้อมในการรบ แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ยืนยันว่าการปราบปรามทุจริตเป็นสิ่งจำเป็นต่อการฟื้นฟูองค์กรและยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน โดยเปรียบเทียบการปรับโครงสร้างกองทัพกับการเกิดใหม่ของนกฟีนิกซ์ ซึ่งต้องผ่านเปลวเพลิงก่อนจะกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง หรือที่ทางการใช้ถ้อยคำว่า กองทัพต้อง “อาบเปลวเพลิงและหล่อหลอมขึ้นใหม่”
บทความของซินหัวสนับสนุนการรณรงค์ดังกล่าว โดยมองว่า เป็นหลักฐานของการกำกับดูแลตนเองอย่าง “ต่อเนื่องและเป็นระบบ” เพื่อสร้างกลไกที่ทำให้เจ้าหน้าที่ “ไม่กล้าทุจริต ไม่สามารถทุจริต และไม่ต้องการทุจริต”
ซินหัวระบุด้วยว่า สำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก แนวทางดังกล่าวเป็นสัญญาณที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการคาดการณ์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ พร้อมยืนยันว่าจีนกำลังสร้างบรรยากาศที่โปร่งใสมากขึ้นสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับความสามารถและหลักนิติธรรม แทนการใช้เส้นสายและการติดสินบน
การประชุมครั้งนี้จึงอาจให้เบาะแสสำคัญเกี่ยวกับทิศทางนโยบายของพรรคในระยะต่อไป นีล โทมัส, ลอบซัง เซริง และเซิ่งอวี่ หวัง นักวิเคราะห์จากศูนย์วิเคราะห์จีนของสถาบันนโยบายเอเชียโซไซตี ระบุในรายงานฉบับหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ว่า มาตรการที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ การตรวจสอบการตัดสินใจในโครงการ และการใช้จ่ายสำคัญอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น การเพิ่มความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชาในกรณีที่ผู้ใต้บังคับบัญชาละเมิดวินัย ตลอดจนการอุดช่องโหว่ของกฎระเบียบที่เปิดโอกาสให้เกิดการประพฤติมิชอบ
นิกเคอิเอเชียรายงานว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เจ้าหน้าที่ระดับมณฑลหรือระดับรัฐมนตรีขึ้นไปจำนวน 74 คน ถูกลงโทษทางวินัยหรือทางปกครอง เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของการปราบปรามการทุจริตที่ยังคงดำเนินต่อไป
กรณีล่าสุดคือหวง ฉีฟาน อดีตนายกเทศมนตรีนครฉงชิ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักในแวดวงการเมืองจีนว่าเป็นผู้ที่สามารถรักษาสถานะทางการเมืองของตนมาได้อย่างยาวนาน แม้เกษียณอายุไปแล้ว แต่ก็ถูกทางการเปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการเมื่อไม่กี่วันก่อน
กวาดล้างสะเทือนกองทัพจีน
กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (พีแอลเอ) เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการปราบปรามการทุจริต สมาชิกคณะกรรมาธิการทหารกลาง ซึ่งมีทั้งหมด 7 คน เหลืออยู่เพียง 2 คน หนึ่งในนั้นคือตัวสีเอง ขณะที่ จาง โหย่วเซี่ย อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง ถูกขับออกจากพรรคเมื่อเดือน ก.ย. หลังการสอบสวนสรุปว่าเขารับเงินสินบนจำนวนมหาศาลเพื่อแลกกับการช่วยเหลือในการเลื่อนขั้นและแต่งตั้งตำแหน่ง
ขณะนี้นักวิเคราะห์กำลังจับตาว่า การประชุมครั้งนี้จะมีการแต่งตั้งบุคลากรเข้ามาดำรงตำแหน่งที่ว่างลงหรือไม่ เพราะการปรับองค์ประกอบของผู้นำกองทัพอาจส่งผลต่อทั้งเสถียรภาพภายในและทิศทางการบริหารกองทัพในระยะต่อไป
ลงโทษทั้งทุจริตและละเลยหน้าที่
นอกเหนือจากการปราบปรามการทุจริตแล้ว เจ้าหน้าที่ที่ถูกลงโทษจากการละเลยหน้าที่หรือปฏิบัติงานเพียงให้พ้นไปวัน ๆ ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเช่นกัน สีเคยแสดงความไม่พอใจในสุนทรพจน์เมื่อเดือน ม.ค. โดยระบุว่าการไม่นำนโยบายสำคัญไปปฏิบัติยังคงเกิดขึ้นในบางพื้นที่
การเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลเจ้าหน้าที่และหน่วยงานระดับท้องถิ่นทั่วประเทศจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่ารัฐบาลจีนจะสามารถบรรลุเป้าหมายระยะยาวได้มากน้อยเพียงใด
แผนพัฒนาระยะ 5 ปี ซึ่งครอบคลุมถึงปี 2030 กำหนดให้การยกระดับภาคอุตสาหกรรมและการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีสำคัญเป็นภารกิจลำดับต้น ๆ รัฐบาลท้องถิ่นจึงมีบทบาทมากขึ้นในการสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน โดยเฉพาะในช่วงที่การแข่งขันกับสหรัฐทำให้บริษัทเหล่านี้เข้าถึงแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศได้ยากขึ้น
ตัวอย่างสำคัญคือรัฐบาลท้องถิ่นของเมืองเหอเฝย ทางตะวันออกของจีน ซึ่งเข้าไปลงทุนตั้งแต่ระยะแรกในบริษัท CXMT ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ ก่อนที่บริษัทจะเติบโตจนมีมูลค่าสูงติดอันดับต้น ๆ ของบริษัทจีนที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือน ก.ค.
อย่างไรก็ตาม โอกาสในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลท้องถิ่นกำลังลดน้อยลง เนื่องจากผู้นำท้องถิ่นจำนวนมากต้องรับมือกับภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน รายได้จากการขายที่ดินก็ลดลงตามภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซามาหลายปี
ข้อมูลเผยว่า การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรจนถึงเดือน ก.ย.ลดลง 7.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นเร่งปรับโครงสร้างและรีไฟแนนซ์หนี้ที่กระทรวงการคลังจีนจัดว่าเป็นหนี้แฝง
เดวิด จาง นักวิเคราะห์จาก Trivium มองว่า การรณรงค์ต่อต้านการทุจริตประสบความสำเร็จอย่างชัดเจนในการยับยั้งการใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่เหมาะสมและการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ แต่ขณะเดียวกันก็สร้างปัญหาความไม่สมดุลด้านแรงจูงใจในระบบราชการ
“การรณรงค์นี้สร้างความไม่สมดุลอย่างร้ายแรงในแง่ของแรงจูงใจภายในระบบราชการ เมื่อการริเริ่มทำสิ่งใหม่มีความเสี่ยงมากกว่าการไม่ทำอะไรเลย”
ข้อสังเกตดังกล่าวสะท้อนถึงความท้าทายที่รัฐบาลจีนต้องเผชิญ กล่าวคือ แม้การควบคุมอย่างเข้มงวดอาจช่วยลดการทุจริตและการใช้ทรัพยากรอย่างไม่เหมาะสม แต่หากเจ้าหน้าที่กังวลว่าจะถูกลงโทษจากการตัดสินใจผิดพลาดมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดความลังเลในการริเริ่มโครงการใหม่และชะลอการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ
แข่งเดือดสู่ตำแหน่งผู้นำพรรค
การแข่งขันเพื่อก้าวขึ้นเป็นสมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนกำลังทวีความเข้มข้น หลังมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเลขาธิการพรรคประจำมณฑลหลายแห่ง ก่อนการประชุมใหญ่ของพรรคที่จะจัดขึ้นในปีหน้า
หลี่ เล่อเฉิง ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการพรรคประจำมณฑลอานฮุยเมื่อเดือน ก.ย.หลังจากเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้เดินทางไปเยี่ยมสำนักงานใหญ่ของ CXMT ในเมืองเหอเฝย เมืองเอกของมณฑลอานฮุย ไม่นานหลังเข้ารับตำแหน่ง
นักวิเคราะห์จากเอเชียโซไซตี ตั้งข้อสังเกตว่า บุคลากรที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นดาวรุ่งทางการเมืองของจีนในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะมีอายุน้อยลง มีพื้นฐานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหรือการบริหาร และมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายทางการเมืองของสี
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการคัดเลือกบุคลากรที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ ควบคู่กับการรักษาความเป็นเอกภาพทางการเมืองภายใต้การนำของสี
ส่งสัญญาณการเมืองเข้มแข็งสู่เวทีโลก
สำหรับสี การรักษาเสถียรภาพและความเป็นเอกภาพทางการเมืองภายในประเทศไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะต่อการบริหารพรรคเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการส่งสัญญาณไปยังผู้นำประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้มีกำหนดพบกับสีที่นครเซินเจิ้นในเดือนหน้า
ก่อนหน้านี้ ในเดือน ก.ย. สีและทรัมป์เห็นพ้องที่ขยายระยะเวลาพักรบทางการค้าออกไปอีก 2 เดือน จนถึงเดือน ม.ค.
จากบริบททั้งหมดที่กล่าวมา การประชุมพลีนัมครั้งที่ 5 จึงมีความสำคัญมากกว่าการกำหนดมาตรการกำกับดูแลพรรคและการปราบปรามการทุจริต เพราะยังเป็นเวทีที่อาจสะท้อนทิศทางการบริหารประเทศ การคัดเลือกบุคลากรระดับสูง การขับเคลื่อนนโยบายอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ตลอดจนแนวทางที่จีนจะใช้รับมือกับการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศในระยะต่อไปอีกด้วย




